Movement ปูทาง Stablecoin สู่ระบบการเงินโลก: เมื่อโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินแบบดั้งเดิมเจอทางออกใหม่

(SeaPRwire) -   โดย ดร. อนันต์ ชัยวัฒนา การประกาศล่าสุดของ Movement ที่ขยายเครือข่ายการชำระเงินแบบมีใบอนุญาต (licensed payment rails) ครอบคลุมสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และแคนาดา ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) อย่างแท้จริง การที่ Movement มุ่งเน้นไปที่การใช้ Stablecoin เพื่อแก้ปัญหาคอขวดของการโอนเงินข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งยังคงเผชิญกับค่าธรรมเนียมสูงและความล่าช้า เป็นการตอกย้ำว่า Stablecoin ไม่ใช่แค่สินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อการเก็งกำไรอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการชำระเงินและการออมในระดับโลก การเข้าถึงเครือข่ายการชำระเงินที่มีใบอนุญาตเหล่านี้ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ Movement สามารถเชื่อมโยงโลกการเงินแบบดั้งเดิม (TradFi) เข้ากับระบบการชำระเงินแบบ On-chain ได้อย่างราบรื่นและน่าเชื่อถือ นี่คือการเดินหมากที่ชาญฉลาด ซึ่งจะเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ มหาศาลสำหรับทั้งผู้บริโภคและสถาบันการเงินที่ต้องการประสิทธิภาพและความคุ้มค่าที่เหนือกว่า Movement ได้ประกาศความสำเร็จในการขยายการเข้าถึงเครือข่ายการชำระเงินที่มีใบอนุญาต (licensed payment rails) ครอบคลุมพื้นที่สำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา แคนาดา และสหภาพยุโรป การขยายตัวครั้งนี้ถือเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลยุทธ์หลักของบริษัทในการผลักดันการชำระเงินด้วย Stablecoin, การโอนเงินระหว่างประเทศ (remittances) และผลิตภัณฑ์การออมในสกุลเงินดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งระบบการชำระเงินแบบดั้งเดิมยังคงสร้างภาระต้นทุนที่สูงและความล่าช้าให้กับผู้ใช้งาน แผนงานของ Movement คือการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่มีใบอนุญาตเข้ากับระบบการชำระเงินแบบ On-chain เพื่อให้การโอนเงินข้ามพรมแดนมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น บริษัทมุ่งเน้นไปที่การให้บริการด้านการโอนเงิน, บริการด้านการบริหารจัดการเงินสด (treasury services) และผลิตภัณฑ์การออมสำหรับตลาดที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง กลยุทธ์นี้เป็นการปรับเปลี่ยนทิศทางจากการเติบโตของเทคโนโลยีบล็อกเชนในวงกว้าง ไปสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ใช้งานได้จริง ข้อมูลจากธนาคารโลกชี้ว่า การโอนเงินไปยังประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลางมีมูลค่าสูงถึง 685 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 แต่ผู้ส่งกลับต้องเผชิญกับค่าธรรมเนียมเฉลี่ยถึง 6.36% ต่อธุรกรรม Movement ต้องการลดต้นทุนเหล่านี้ผ่านการชำระด้วย Stablecoin และเครือข่ายพันธมิตรที่มีใบอนุญาต กรอบการทำงานของบริษัทรองรับผลิตภัณฑ์การชำระเงิน, บัญชีออมทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ และผลิตภัณฑ์สร้างผลตอบแทน (yield offerings) สำหรับฟินเทคและนีโอแบงก์ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงธนาคารตัวกลาง (correspondent banks) หรือบัญชีที่ต้องสำรองเงินไว้ล่วงหน้าเต็มจำนวน เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ใหม่นี้ Movement Network Foundation ได้ดำเนินการซื้อคืนโทเคนประมาณ 19% ที่เคยจัดสรรให้กับผู้สนับสนุน ซึ่งคิดเป็นเกือบ 4.2% ของอุปทานโทเคนทั้งหมด การดำเนินการนี้ถูกเชื่อมโยงกับเป้าหมายระยะยาวของมูลนิธิในการสร้างคุณค่าให้กับผู้ถือโทเคนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงิน แม้ว่าบริษัทจะไม่ได้เปิดเผยชื่อพันธมิตรที่มีใบอนุญาต แต่ยืนยันว่าเครือข่ายที่เข้าถึงได้ครอบคลุมตลาดหลักในอเมริกาเหนือและยุโรป ซึ่งจะช่วยให้พันธมิตรสามารถเชื่อมโยงระหว่างระบบธนาคารและเครือข่ายการชำระเงินแบบบล็อกเชนได้ Movement ได้ขยายกลยุทธ์นี้ผ่านความร่วมมือในระบบนิเวศต่างๆ เช่น KAST ที่มีผู้ใช้งานกว่า 18,000 คนในกว่า 160 ประเทศผ่านผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วย Movement และการเปิดตัว Circle’s USDCx บนเครือข่าย ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ได้รับการหนุนหลังด้วย USDC แบบ 1:1 ปัจจุบัน Stablecoin กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การเติบโตในโลกบล็อกเชน Movement ได้เข้าร่วมกับเครือข่ายอื่นๆ เช่น Solana, Polygon และ Aptos ในการส่งเสริมการชำระเงินและโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ทำให้แพลตฟอร์มบล็อกเชนสามารถแข่งขันกับระบบการชำระเงินและโอนเงินแบบดั้งเดิมได้โดยตรงมากขึ้น นอกจากนี้ เครือข่ายยังได้เพิ่มพันธมิตรในด้านการออม, การสร้างผลตอบแทน, กระเป๋าเงินดิจิทัล (wallets) และสินทรัพย์จริงที่แปลงเป็นโทเคน (tokenized real-world assets) เช่น Sorted Wallet, Yuzu Money, Oro, Avant Protocol และ Zoth ซึ่งสนับสนุนส่วนต่างๆ ของโครงสร้างพื้นฐานนี้ ครอบคลุมตั้งแต่กระเป๋าเงินบนโทรศัพท์ฟีเจอร์โฟน, ผลตอบแทนสกุลเงินดอลลาร์, การถือครองทองคำ ไปจนถึงผลตอบแทน RWA ระดับสถาบัน การปรับเปลี่ยนทิศทางของ Movement เกิดขึ้นหลังจากกฎหมาย GENIUS Act ในสหรัฐอเมริกาได้สร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนขึ้นสำหรับ Stablecoin ที่ใช้ในการชำระเงิน ซึ่งเพิ่มการให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ Stablecoin ที่เป็นไปตามกฎระเบียบและเครื่องมือทางการเงินที่ได้รับการหนุนหลังด้วยสินทรัพย์สำรอง ส่งผลให้ Movement สามารถวางตำแหน่งเครือข่ายการชำระเงินของตนให้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างระบบการเงินที่มีการกำกับดูแล (regulated finance) และการชำระเงินแบบ On-chain ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิเคราะห์อุตสาหกรรมและแนวโน้มในอนาคต การขยายตัวของ Movement ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเพิ่มขีดความสามารถทางเทคนิค แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการบรรจบกันของโลกการเงินแบบดั้งเดิม (TradFi) และโลกการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ การที่บริษัทสามารถเข้าถึง "licensed payment rails" ในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ, EU และแคนาดาได้นั้น เป็นการแก้ปัญหาใหญ่ที่หลายแพลตฟอร์มบล็อกเชนเผชิญมาตลอด นั่นคือการขาดความน่าเชื่อถือและช่องทางที่ถูกกฎหมายในการเชื่อมต่อกับระบบการเงินกระแสหลัก ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การมุ่งเน้นไปที่ "remittances" และ "dollar savings" เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะเป็นตลาดที่มีความต้องการสูงและมีปัญหาที่ชัดเจน การลดค่าธรรมเนียมและเพิ่มความเร็วในการโอนเงินข้ามพรมแดน โดยเฉพาะไปยังตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากระบบเดิมมากที่สุด จะสร้างการยอมรับและฐานผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว การที่ Movement สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันกับผู้ให้บริการโอนเงินแบบดั้งเดิมได้โดยตรง ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าและประสิทธิภาพที่สูงกว่า จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค การซื้อคืนโทเคนก็เป็นอีกจุดที่น่าสนใจ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Movement ที่จะสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือโทเคนในระยะยาว แทนที่จะเน้นการระดมทุนระยะสั้น การดำเนินการนี้อาจเป็นการส่งสัญญาณว่าบริษัทมีความมั่นใจในโมเดลธุรกิจและศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพของราคาโทเคนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน แนวโน้มในอนาคตชี้ให้เห็นว่า Stablecoin จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่สำหรับการเก็งกำไรหรือการซื้อขาย แต่สำหรับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน การที่ Movement สามารถสร้างสะพานเชื่อมระหว่างระบบการเงินที่มีการกำกับดูแลและระบบ On-chain ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้บริษัทมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการนำ Stablecoin มาใช้ในวงกว้าง การแข่งขันในตลาดนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยแพลตฟอร์มที่สามารถนำเสนอโซลูชันที่ครบวงจร, ปลอดภัย, เป็นไปตามกฎระเบียบ และใช้งานง่าย จะเป็นผู้ชนะในระยะยาว นอกจากนี้ การเติบโตของสินทรัพย์จริงที่แปลงเป็นโทเคน (RWA) และผลิตภัณฑ์สร้างผลตอบแทน (yield) ที่ Movement ได้เข้าไปมีส่วนร่วม ก็เป็นอีกทิศทางที่น่าจับตามอง การผสมผสานระหว่าง Stablecoin กับสินทรัพย์ที่จับต้องได้ จะเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุนและการบริหารความมั่งคั่ง ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิวัติระบบการเงินแบบดั้งเดิมในอนาคตอันใกล้บทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม
ข่าว 

Sivers กับ GlobalFoundries จับมือปั้น “แสง” อนาคต AI กระแสร้อนทะลุ 2,100% ใครจะตามทัน?

(SeaPRwire) -   พอได้ยินข่าวหุ้น Sivers Semiconductors วิ่งทะลุสถิติใหม่ หลายคนอาจมองว่าเป็นแค่ความตื่นเต้นชั่วคราว แต่สำหรับ ดร.กิตติพงศ์ วัฒนศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านโฟโตนิกส์ที่คลุกคลีในวงการเซมิคอนดักเตอร์มานานกว่า 20 ปี เขามองเห็นมากกว่านั้น "นี่ไม่ใช่แค่การประกาศความร่วมมือธรรมดา แต่คือการ 'ปักหมุด' จุดเปลี่ยนของตลาดการเชื่อมต่อในศูนย์ข้อมูล AI" ดร.กิตติพงศ์ให้ความเห็น "การที่ GlobalFoundries ซึ่งเป็นฟาวน์ดรี่ระดับโลก เลือกผนึกกำลังกับ Sivers แสดงว่าเทคโนโลยี laser array ของสวีเดนตัวนี้ มีความพร้อมเชิงพาณิชย์และมีประสิทธิภาพโดดเด่นจริงๆ จนยอมรับได้ มันคือการยืนยันจากตลาดว่าโซลูชัน CPO และ LPO กำลังจะกลายจากเทคโนโลยีทดลอง เป็นมาตรฐานหลักในการออกแบบฮาร์ดแวร์รุ่นต่อไป" เขาชี้ว่า การผนึกกำลังครั้งนี้ทำให้ Sivers กระโดดจากผู้เล่นเฉพาะทาง สู่การเป็นซัพพลายเออร์ที่อยู่ใจกลางซัพพลายเชนของอุตสาหกรรม "การเข้าถึงแพลตฟอร์ม SCALE™ ของ GF คือการได้ตั๋วโดยสารเรือธงไปสู่ตลาดลูกค้ารายใหญ่ทันที นี่คือสิ่งที่นักลงทุนมองหา นั่นคือ 'scalability' และ 'validation' จากผู้เล่นรายหลัก" ย้อนดูตัวเลขในตลาดหุ้นสต็อกโฮล์มเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ก็เห็นภาพชัดเจน หุ้น Sivers (SIVE) พุ่งทะยานเกิน 50% มาปิดที่ระดับสูงกว่า 92 โครนาสวีเดน ทำลายสถิติเดิมที่ 90.50 โครนาที่เคยทำไว้เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม มูลค่าการซื้อขายวันเดียวทะลุ 1.3 พันล้านโครนา เรียกได้ว่าเป็นหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในตลาดในวันนั้น การพุ่งตัวครั้งนี้ทำให้เส้นกราฟตั้งแต่ต้นปีดูน่าตกใจ หุ้น Sivers มีกำไรสะสมพุ่งไปแล้วกว่า 2,100% นับตั้งแต่เดือนมกราคม มูลค่าตลาดหลังการปรับตัวล่าสุดแตะประมาณ 29,000 ล้านโครนาสวีเดน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความคาดหวังของตลาดที่พุ่งเป้าไปที่อนาคตของบริษัท แก่นแท้ของความร่วมมืออยู่ที่การนำ laser array เทคโนโลยีหลักของ Sivers ไปฝังลงใน reference design บนแพลตฟอร์มซิลิกอนโฟโตนิกส์ของ GlobalFoundries โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือการเชื่อมต่อภายในศูนย์ข้อมูลยุค AI ที่ต้องการแบนด์วิธสูงแต่ใช้พลังงานต่ำ แม้เงื่อนไขทางการเงินจะยังไม่เปิดเผย แต่ทิศทางทางธุรกิจชัดเจน เทคโนโลยีของ Sivers จะถูกนำเสนอผ่านแพลตฟอร์ม SCALE™ ของ GlobalFoundries ซึ่งเป็นโซลูชัน Co-Packaged Optics (CPO) ที่รวมอุปกรณ์โฟโตนิกส์ เทคนิคมัลติเพล็กซ์สัญญาณแสง และการแพ็คเกจจิ้งขั้นสูงเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแบนด์วิธและประหยัดพลังงาน ความร่วมมือครอบคลุมทั้งสถาปัตยกรรม CPO, Linear Pluggable Optics (LPO) และรูปแบบการเชื่อมต่ออื่นๆ สำหรับศูนย์ข้อมูล โดยทั้งสองบริษัทเล็งเป้าไปที่ตลาด pluggable optics ที่คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 Raymond Biagan หัวหน้าฝ่ายรายได้ของ Sivers กล่าวว่าความร่วมมือนี้วางตำแหน่งทั้งสองบริษัทไว้ที่แนวหน้าของนวัตกรรมซิลิกอนโฟโตนิกส์ ขณะที่ Vikas Gupta จาก GlobalFoundries มองว่าการจับคู่ laser array ของ Sivers กับแพลตฟอร์มของ GF จะมอบโซลูชัน optical engine ที่ก้าวหน้าและขยายขนาดได้ให้กับลูกค้า Sivers Semiconductors จากสวีเดน มีความเชี่ยวชาญด้านโฟโตนิกส์และเทคโนโลยีไร้สาย ส่วน GlobalFoundries มีเครือข่ายโรงงานผลิตทั่วโลกและมีสายผลิตภัณฑ์ซิลิกอนโฟโตนิกส์สำหรับศูนย์ข้อมูลอยู่แล้ว แพลตฟอร์ม SCALE™ CPO ของ GF ใช้เทคนิค CWDM และ DWDM เพื่อเพิ่มปริมาณข้อมูลที่ส่งผ่านได้ในพื้นที่น้อยลงและลดการใช้พลังงาน ถึงตอนนี้ ยังไม่มีกำหนดการผลิตหรือปริมาณความต้องการที่ประกาศออกมาชัดเจน เมื่อมองภาพใหญ่ กระแสความร่วมมือครั้งนี้เป็นเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับเทรนด์ใหญ่ที่กำลังมาแรง นั่นคือการย้ายจากระบบไฟฟ้าสู่ระบบแสง (Optical Interconnect) ในระดับชิปและแพ็คเกจ ข้อจำกัดของ AI และ HPC ในวันนี้ไม่ใช่แค่พลังการคำนวณอีกต่อไป แต่คือ 'ความเร็วและประสิทธิภาพของการเคลื่อนย้ายข้อมูล' ระหว่างชิป ระหว่างเซิร์ฟเวอร์ และระหว่างแร็ค เทคโนโลยี CPO และ LPO ที่ทั้งสองบริษัทร่วมกันพัฒนาอยู่ คือคำตอบเพื่อลดความหน่วงและประหยัดพลังงานมหาศาล ซึ่งเป็นสองปัจจัยชี้เป็นชี้ตายสำหรับศูนย์ข้อมูลในยุคที่ค่าไฟพุ่งสูงและโมเดล AI ขนาดใหญ่ต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเรียลไทม์ การที่ฟาวน์ดรี่ใหญ่อย่าง GF เริ่มลงทุนจริงจังกับ ecosystem ด้านโฟโตนิกส์ ส่งสัญญาณว่า phase ต่อไปของการแข่งขันจะไม่ใช่แค่การย่อทรานซิสเตอร์ แต่รวมถึงการบูรณาการโฟโตนิกส์เข้ากับกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์มาตรฐาน ตลาด 25,000 ล้านดอลลาร์ที่พูดถึง อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ถ้าเรามองว่าแสงจะค่อยๆ เข้ามาแทนที่สายทองแดงในระยะใกล้และระยะกลางภายในศูนย์ข้อมูล การจับมือกันของ Sivers และ GlobalFoundries อาจเป็นต้นแบบของพันธมิตรรูปแบบใหม่ ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านแสง (Photonics Specialist) กับยักษ์ใหญ่ด้านการผลิต (Manufacturing Giant) มาชนพลังกัน เพื่อคว้าโอกาสในยุคที่ข้อมูลต้องวิ่งด้วยความเร็วแสงบทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม

Dell พุ่ง 98% ใน 8 วันติด ไม่ใช่แค่ผลประกอบการดี – แต่เป็นสัญญาณอุตสาหกรรม AI ที่หลายคนพลาด

(SeaPRwire) -   ผมได้คุยกับคุณวีระศักดิ์ สุขสวัสดิ์ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์เทคโนโลยีอาวุโสที่มีประสบการณ์กว่า 15 ปี เกี่ยวกับกระแสราคาหุ้น Dell ที่พุ่งแรงในช่วงนี้ เขาบอกว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นแค่ผลประกอบการชั่วคราวที่เกินคาด แต่ความจริงมันสะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ฮาร์ดแวร์สาย enterprise ที่เคยมองว่าเก่าตกยุค กลับเป็นผู้ได้เปรียบใหญ่ในยุค AI เพราะมีฐานลูกค้าเก่าแก่ที่ไว้ใจได้แล้ว ไม่ต้องเสียงบสร้างความเชื่อถือตั้งแต่เริ่มเหมือนสตาร์ทอัพ. ตอนนี้ราคาพุ่งขนาดนี้ก็ไม่น่าแปลกใจ ถ้ากลยุทธ์ซื้อหุ้นคืนของ Michael Dell ทำผลต่อเนื่อง รวมถึงอุปสงค์เซิร์ฟเวอร์ AI ที่ยังไม่มีสัญญาณจะเย็นตัวอีกอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า. มาดูภาพรวมเหตุการณ์กันให้ชัดกว่า ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว Dell มีราคาเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 8 วันรวมกันถึง 98% ถ้าปิดตลาดวันอังคารที่ผ่านมาขึ้นด้วย จะเป็นสตรีคว้าได้นานที่สุดตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2018 ตามข้อมูลจาก Dow Jones Market Data. ตอนแรกการพุ่งเกิดจากผลประกอบการไตรมาสแรกที่สูงกว่าคาดคะเนเป็นอย่างมาก รวมถึงเปิดตัวแล็ปท็อปรุ่นใหม่ที่วางตัวแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ล่าสุดของ Apple ทำให้นักลงทุนหันมาสนใจมากขึ้น. แล้ววันอังคารก็มีแรงผลักดันเพิ่มจาก HPE ที่ประกาศผลไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ โดยรายได้จากด้านคลาวด์และ AI อยู่ที่ 7.71 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดคะเนของ Wall Street ที่ตั้งไว้ที่ 6.93 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ HPE ยังปรับแนวทางรายได้เต็มปีขึ้นด้วย ทำให้ราคาหุ้น HPE เพิ่มขึ้น 24% ในช่วงก่อนเปิดตลาด. ข่าวนี้ยืนยันให้เห็นว่าอุปสงค์ฮาร์ดแวร์โครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงแข็งแรงมาก. ไม่ใช่แค่ Dell ที่ได้ประโยชน์จากกระแสนี้ Super Micro Computer ก็มีราคาเพิ่มขึ้น 5.1% ในวันอังคารด้วย ซึ่งรวมกัน 5 วันล่าสุดเพิ่มขึ้นถึง 26% แล้ว. ก่อนที่ Dell จะประกาศผลประกอบการ นักวิเคราะห์หลายคนก็มองในแง่บวกมากขึ้นแล้ว Bank of America ปรับเป้าหมายราคาขึ้นไปที่ 246 ดอลลาร์จากเดิม 205 ดอลลาร์ ยังคงให้คะแนน Buy โดยอ้างถึงการเติบโตของ agentic AI ที่ส่งผลต่ออุปสงค์เซิร์ฟเวอร์ ส่วน Evercore ISI ก็ปรับเป้าหมายราคาขึ้นไปที่ 240 ดอลลาร์จากเดิม 205 ดอลลาร์ ชี้ว่าความมุ่งมั่นขององค์กรเอาใจใส่ด้าน AI ในระยะยาวจะเป็นแรงผลักดันสำหรับ Dell. แถม Jim Cramer นักวิเคราะห์ช่อง CNBC ยังออกมาพูดตรงๆ ว่าโกรธตัวเองมากที่พลาดการลงทุนใน Dell เขาชมการนำเสนอผลประกอบการของ Dell เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการนำเสนอตัวเลขอย่างตรงไปตรงมาไม่เก่งของ CFO Jeff Clarke รวมถึงกลยุทธ์การซื้อหุ้นคืนของ Michael Dell ซึ่งเขาเคยพูดกับ Cramer ที่งาน GTC ของ NVIDIA 2 ปีก่อนว่าถ้าราคาหุ้นไม่ขึ้นเขาจะซื้อหุ้นคืนอย่างจริงจัง และเขาทำตามจริง. วันที่ Dell ประกาศผลประกอบการ ราคาหุ้นปิดตลาดขึ้นถึง 32% และในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาก็เพิ่มขึ้นราว 101% แล้ว. ณ ช่วงเช้าวันอังคารที่ผ่านมา ราคา Dell อยู่ที่ 473.22 ดอลลาร์ ในขณะที่อนาคตสัญญา S&P 500 ชี้ขาลงเล็กน้อย. ถ้ามองในภาพรวมอุตสาหกรรม การพุ่งของกลุ่มฮาร์ดแวร์ AI ไม่ใช่แค่กระแสสั้นๆ ตอนนี้ทุกองค์กรต่างเร่งปฏิบัติ AI เข้ากับระบบงานของตัวเอง ทำให้อุปสงค์เซิร์ฟเวอร์, ส่วนประกอบฮาร์ดแวร์ที่รองรับการประมวลผล AI ยังคงขาดแคลนอยู่ ตลาดคาดว่ารายได้ด้านเซิร์ฟเวอร์ AI ของบริษัทกลุ่มนี้จะเติบโตอีกอย่างน้อย 40% ปีหน้า. สำหรับผู้ลงทุนที่กำลังลังเลว่าจะซื้อ Dell ตอนนี้หรือไม่ ควรดูผลประกอบการไตรมาถัดไปว่าแผนขายเซิร์ฟเวอร์ AI สามารถขยายได้ตามเป้าหมายหรือไม่ รวมถึงการแข่งขันกับผู้เล่นอื่นอย่าง Super Micro Computer และ HPE ที่กำลังขยายผลิตภัณฑ์ด้าน AI อย่างรวดเร็วด้วย. ถึงแม้ราคาจะพุ่งขึ้นมากแล้วก็ตาม แต่ถ้ากระแสอุปสงค์ AI ยังคงแข็งแรง Dell ก็ยังมีที่วิ่งต่อได้แน่นอน.บทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม

MoneyGram ไม่ได้แค่โอนเงิน แต่กำลัง ‘สร้างอนาคต’: MGUSD บน Stellar คือก้าวสำคัญที่ต้องจับตา

(SeaPRwire) -   ในโลกฟินเทคที่หมุนเร็ว การเคลื่อนไหวของ MoneyGram ครั้งล่าสุดกับการเปิดตัว MGUSD บน Stellar ไม่ใช่แค่ข่าวการออก Stablecoin ทั่วไป แต่มันคือการวางหมากเชิงกลยุทธ์ที่เฉียบคมของยักษ์ใหญ่ด้านการโอนเงินระดับโลกที่น่าจับตา ผมได้พูดคุยกับ ดร. วิชญ์ สุขุมวิท นักวิเคราะห์ด้านบล็อกเชนและฟินเทคชื่อดัง ซึ่งท่านให้ความเห็นกับผมว่า "นี่คือการประกาศอย่างเป็นทางการว่า MoneyGram ไม่ได้แค่ 'ลอง' เทคโนโลยีบล็อกเชนอีกต่อไป แต่กำลัง 'ฝัง' มันลงไปในโครงสร้างพื้นฐานหลักของธุรกิจเลยทีเดียว" การที่พวกเขามุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการส่งเงินกลับบ้านและผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคารแบบดั้งเดิม แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งใน Pain Point ของตลาด และการใช้ Stablecoin เป็นสะพานเชื่อมช่องว่างนี้คือคำตอบที่ชาญฉลาด มันไม่ใช่แค่การปรับตัว แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อสร้างบริการทางการเงินแห่งอนาคตที่เข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพกว่าเดิม แล้วอะไรคือเบื้องหลังความน่าสนใจของ MGUSD ที่ MoneyGram เพิ่งเปิดตัวไปล่ะ? MoneyGram ผู้ให้บริการโอนเงินระดับโลก ได้ประกาศเปิดตัว MGUSD ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ตรึงมูลค่ากับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างเป็นทางการบนเครือข่ายบล็อกเชน Stellar โดยเริ่มให้บริการในสหรัฐอเมริกาเป็นที่แรก การเคลื่อนไหวครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ MoneyGram ในการผลักดันการชำระเงินด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น หัวใจสำคัญของ MGUSD คือการที่ผู้ใช้งานสามารถถือครองและโอนเงินดอลลาร์ดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน MoneyGram ได้โดยตรง ด้วยกระเป๋าเงินแบบ Self-custodial ที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของคีย์ส่วนตัวเอง ซึ่งมอบความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยที่มากขึ้น MoneyGram ระบุว่า MGUSD จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในระบบนิเวศของบริษัท และจะเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ซึ่งครอบคลุมลูกค้ากว่า 60 ล้านคน และจุดให้บริการเกือบ 500,000 แห่งทั่วโลก แม้จะเริ่มต้นในสหรัฐฯ แต่ MoneyGram ก็ยืนยันแผนการขยายบริการ MGUSD ไปยังตลาดต่างประเทศในระยะต่อไป แม้จะยังไม่มีการระบุไทม์ไลน์ที่ชัดเจน การผนวก Stablecoin เข้ากับแอปพลิเคชันหลักของบริษัท แสดงให้เห็นว่า MoneyGram ไม่ได้มอง MGUSD เป็นเพียงผลิตภัณฑ์เสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของเลเยอร์การชำระเงินหลัก เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำหลายราย โดย Bridge ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ Stripe เข้าซื้อกิจการ ทำหน้าที่เป็นผู้ออก Stablecoin ที่ได้รับการกำกับดูแล ส่วน M0 รับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐาน Smart Contract สำหรับการ Mint และ Redeem เหรียญ ขณะที่ Fireblocks เป็นผู้จัดหาเทคโนโลยี Wallet นอกจากนี้ การเปิดตัวครั้งนี้ยังเป็นการต่อยอดความร่วมมืออันยาวนานกับ Stellar Development Foundation ซึ่งมุ่งเน้นบริการโอนเงินบนบล็อกเชนมาโดยตลอด การที่ MoneyGram กระโดดลงมาเล่นในตลาด Stablecoin อย่างเต็มตัว สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ที่ชัดเจนในอุตสาหกรรมการเงินยุคใหม่ Stablecoin ไม่ได้เป็นเพียงแค่ "เหรียญคริปโต" อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโลกการเงินแบบดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมบล็อกเชนได้อย่างไร้รอยต่อ เราเห็นสัญญาณนี้มาพักใหญ่แล้ว ทั้งจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่และบริษัทผู้ให้บริการชำระเงินต่างๆ ที่เริ่มหันมาสนใจ Stablecoin อย่างจริงจัง Citigroup เคยคาดการณ์ไว้ว่าตลาด Stablecoin อาจพุ่งสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่ราว 3 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งและบ่งชี้ถึงศักยภาพมหาศาล การแข่งขันในตลาดนี้ก็ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น SoFi ที่เปิดตัว SoFiUSD หรือยักษ์ใหญ่อย่าง PayPal และ Western Union ที่จับมือกับ Paxos และ Anchorage Digital เพื่อนำเสนอบริการที่คล้ายคลึงกัน การที่ MoneyGram เลือก Stellar เป็นแพลตฟอร์มหลักก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะ Stellar ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานจริงในโลกการเงินที่ต้องการความเร็วและต้นทุนต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการโอนเงินข้ามประเทศ ในอนาคตอันใกล้ เราจะได้เห็น Stablecoin มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการลดต้นทุนและเพิ่มความเร็วในการทำธุรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ต้องส่งเงินกลับบ้าน และผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการธนาคาร การเคลื่อนไหวของ MoneyGram ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการวางหมากสำคัญในเกมการเงินระดับโลก ที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบบทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม

OpenSea ไม่หยุดแค่ NFT การก้าวเข้าสู่ตลาด perpetual futures ที่จะเปลี่ยนเกมคริปโต?

(SeaPRwire) -มีโอกาสได้คุยเรื่องนี้กับ ชาญวุฒิ สมบูรณ์กุล นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมคริปโตอาวุโส เขาให้มุมมองว่า การที่ OpenSea ก้าวเข้าสู่ตลาด perpetual futures ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด หลังจากตลาด NFT เย็นตัวลงมาตั้งแต่ปี 2022 แพลตฟอร์มชั้นนำต้องหารายได้ใหม่ๆ เพื่อรักษาฐานผู้ใช้และการเติบโต การใช้โครงสร้างของ Hyperliquid แทนที่จะสร้างเองตั้งแต่ต้น ก็เป็นการลดความเสี่ยงและประหยัดต้นทุนได้ดีมาก สิ่งนี้บ่งบอกว่าแนวโน้มของแพลตฟอร์มคริปโตในอนาคตจะไม่จำกัดแค่บริการเดิมอีกต่อไป ผู้ใช้ก็ต้องการทุกบริการในที่เดียวอยู่แล้ว จากข้อมูลที่เปิดเผยออกมา ล่าสุด Zack Brenner หัวหน้าฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ของ OpenSea โพสต์บน X เชิญผู้ใช้ที่สนใจเข้ารับสิทธิ์เข้าใช้บริการ perpetual futures เวอร์ชั่นเริ่มต้น หลังจากมีผู้ใช้ถามว่าบริการนี้ใช้โครงสร้างพื้นฐานจาก Hyperliquid หรือไม่ เขาก็ตอบยืนยันทันที ปัจจุบัน OpenSea ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใดๆ ทั้งวันเปิดตัว สินทรัพย์ที่รองรับ เงื่อนไขการใช้งาน หรือแผนการเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าใช้ รวมถึงยังไม่มีหน้าผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการออกมาให้เห็น สำหรับ Hyperliquid นั้นเป็นแพลตฟอร์ม on-chain derivatives ที่เชี่ยวชาญเรื่อง perpetual contracts อยู่แล้ว ซึ่งสัญญาประเภทนี้ให้เทรดเดอร์ติดตามราคาและทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาได้โดยไม่ต้องถือครองสินทรัพย์นั้นจริง การที่ OpenSea ใช้บริการของ Hyperliquid ทำให้ไม่ต้องลงทุนสร้างระบบแลกเปลี่ยนเต็มรูปแบบเองตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนได้มาก ปัจจุบัน OpenSea ยังคงเป็นตลาดซื้อขาย NFT ที่ใหญ่อันดับ 3 ของโลกตามข้อมูลล่าสุดของ CoinGecko มีส่วนแบ่งการตลาด 19.9% และปริมาณการซื้อขายต่อเดือนอยู่ที่ 66.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเปิดตัวบริการนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ OpenSea เลื่อนการเปิดตัวโทเคน SEA ออกไป โดย CEO Devin Finzer กล่าวว่าทีมงานต้องการให้ทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์ก่อนที่จะเปิดตัว นี่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวของ OpenSea ที่ต้องการรวมทุกบริการการซื้อขายคริปโตไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ตั้งแต่ NFT การซื้อขายโทเคน ไปจนถึงเครื่องมือต่างๆ สำหรับผู้ใช้ที่เทรดบ่อย เมื่อมองภาพรวมของอุตสาหกรรม ตลาด NFT ได้ผ่านช่วงเฟื่องฟูมาแล้ว ตอนนี้ทุกแพลตฟอร์มใหญ่ต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด การกระจายความเสี่ยงโดยขยายไปสู่บริการอื่นที่มีปริมาณการซื้อขายและรายได้จากค่าธรรมเนียมสูงกว่า NFT อย่าง derivatives เป็นแนวโน้มที่เห็นได้ชัดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การรวมหลายบริการไว้ในแพลตฟอร์มเดียวยังช่วยรักษาฐานผู้ใช้เดิม ที่อาจจะย้ายไปใช้แพลตฟอร์มอื่นที่มีบริการครบกว่า อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ตลาด perpetual futures ก็มีความเสี่ยงที่ต้องระวัง เพราะตลาดนี้มีคู่แข่งใหญ่ๆ ตั้งแต่แพลตฟอร์มรวมศูนย์ ไปจนถึงแพลตฟอร์มกระจายศูนย์อื่นๆ มากมายแล้ว OpenSea จะต้องสร้างจุดเด่นให้แตกต่างจากคู่แข่ง ไม่งั้นอาจจะไม่ได้ส่วนแบ่งการตลาดตามที่คาดหวัง ตอนนี้ผู้ใช้ทั่วไปกำลังรอคอยรายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งเรื่องค่าธรรมเนียม ความเสี่ยง สินทรัพย์ที่รองรับ และแผนการเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการบทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม

CEG ร่วง 7% หลังผู้ถือหุ้นใหญ่เทขาย 3 หมื่นล้าน: สัญญาณเปลี่ยนมือ หรือแค่ปรับฐานก่อนพุ่ง?

(SeaPRwire) -   เห็นข่าวหุ้น Constellation Energy (CEG) ร่วงแรงในวันเดียวเกือบ 7% ลงมาอยู่ที่ $267.54 ผมต้องรีบโทรคุยกับ ดร.ภูมิรัฐ วิศวกรเสนีย์ นักวิเคราะห์อาวุโสด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่ผมรู้จัก ท่านให้ความเห็นที่ค่อนข้างแหลมคมว่า "นี่ไม่ใช่การ diluting ของบริษัท แต่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าผู้ถือหุ้นสถาบันรายใหญ่บางส่วนกำลังทำ profit-taking หลังจากที่หุ้นพลังงานสะอาดอย่าง CEG ปั่นตัวขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา การที่บริษัทประกาศซื้อหุ้นคืนส่วนหนึ่งพร้อมกัน แสดงถึงความมั่นใจของฝั่งบริหารที่มองว่าราคาตอนนี้ยังมีมูลค่า (value) อยู่ แต่อารมณ์ตลาดระยะสั้นย่อมแพ้ต่อกฎของ demand and supply เสมอ เมื่อมีหุ้นก้อนใหญ่เทออกสู่ตลาด 11 ล้านหุ้นในคราวเดียว แม้จะไม่ใช่การออกหุ้นใหม่ ราคาก็ต้องปรับตัวรับมือก่อน" ดร.ภูมิรัฐ ยังทิ้งทวนไว้ว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้มักจะเป็นจุดที่นักลงทุนระยะยาวจับตาดู เพราะบางครั้งมันสร้างโอกาสในการสะสมหุ้นคุณภาพในราคาที่ถูกกว่ามูลค่าจริงชั่วขณะหนึ่ง กลับมาดูรายละเอียดของเหตุการณ์กันให้ชัด วันที่ผ่านมา ราคาหุ้น CEG ของ Constellation Energy Corporation ร่วงลง 7.02% ปิดที่ $267.54 ซึ่งต่ำกว่าระดับแนวรับสำคัญที่ $270 ไปแล้ว สาเหตุหลักมาจากการที่มีผู้ถือหุ้นเดิม (selling shareholders) ประกาศขายหุ้นจำนวนมากถึง 11 ล้านหุ้น ผ่านการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (public offering) ในราคา $281 ต่อหุ้น ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการเสนอขายรวมประมาณ 3.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่น่าสนใจคือ Constellation Energy เองจะไม่ได้รับเงินจากการขายครั้งนี้เลย เพราะเงินทั้งหมดจะตกอยู่กับผู้ถือหุ้นเดิมที่ขายหุ้นออกไป ดังนั้นการดำเนินการนี้จึงไม่ได้เพิ่มเงินทุนเข้าไปในงบดุลของบริษัท และไม่ทำให้เกิดการลดสัดส่วนการถือหุ้น (dilution) ต่อผู้ถือหุ้นรายอื่นโดยตรง ธนาคาร Morgan Stanley และ J.P. Morgan ทำหน้าที่เป็นผู้รับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์ (underwriters) และมีสิทธิ์เลือกซื้อหุ้นเพิ่มอีกสูงสุด 1.35 ล้านหุ้นภายใน 30 วัน คาดว่าการเสนอขายจะปิดในวันที่ 2 มิถุนายน 2026 ในขณะเดียวกัน Constellation ก็ได้ประกาศแผนที่จะซื้อหุ้นคืน (share repurchase) จำนวน 2 ล้านหุ้นจากผู้รับประกันการจำหน่ายในราคาเดียวกับที่ขายให้ผู้ซื้อ ซึ่งจะใช้สิทธิ์ตามโครงการซื้อหุ้นคืนที่มีอยู่เดิมของบริษัท แม้การปิดการเสนอขายจะไม่ขึ้นกับการซื้อคืนนี้ แต่การซื้อคืนกลับต้องรอให้การเสนอขายปิดสำเร็จก่อน โครงสร้างแบบนี้ช่วยดูดซับหุ้นบางส่วนที่ไหลเข้าสู่ตลาดได้ระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ขนาดการขายที่ใหญ่ก็กดดันจิตใจนักลงทุนจนทำให้ราคาหุ้นอ่อนตัวลงตลอดทั้งวันการซื้อขาย มองในภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนและนิวเคลียร์ที่ Constellation อยู่ในวงการนี้ การเคลื่อนไหวของเงินทุนขนาดใหญ่เช่นนี้สะท้อนถึงความผันผวนและวัฏจักรหนึ่งของหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาด (Clean Energy) ที่เติบโตเร็ว บริษัทเหล่านี้มักมีมูลค่าตลาดสูงและเป็นที่จับตาของกองทุนขนาดใหญ่ การที่ผู้ถือหุ้นสถาบันบางส่วนตัดสินใจลดสัดส่วนถือถือ อาจไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่เชื่อในอนาคตของบริษัทเสมอไป แต่เป็นการจัดการพอร์ตการลงทุนตามกลยุทธ์ของตัวเอง ในระยะกลางถึงยาว แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ยังคงเป็นเมกะเทรนด์ที่ชัดเจน และบริษัทที่มีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่มั่นคงอย่าง Constellation ยังได้เปรียบ อย่างไรก็ตาม ความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยและความผันผวนของตลาดทุนก็ยังเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ เหตุการณ์ครั้งนี้เหมือนเป็นการทดสอบความเชื่อมั่นของตลาดอีกครั้ง ว่ามองเห็นมูลค่าพื้นฐาน (fundamental value) ของบริษัทผ่านความผันผวนระยะสั้นได้มากน้อยแค่ไหน สำหรับนักลงทุนรายย่อย นี่อาจเป็นบทเรียนที่ดีเกี่ยวกับการแยกแยะระหว่างการขายหุ้นโดยบริษัท (ซึ่งมักส่งสัญญาณเชิงลบ) กับการขายหุ้นโดยผู้ถือหุ้นใหญ่ (ซึ่งอาจเป็นเพียงการเปลี่ยนมือของนักลงทุนสถาบัน) และการตอบสนองของราคาหุ้นในวันเดียวอาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเรื่องราวเสมอไปบทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม

หุ้น Tesla (TSLA): การลงทะเบียนในยุโรปขึ้นถึง 655% ในเดือนพฤษภาคม

สรุปย่อ การจดทะเบียนรถ Tesla ทั่วยุโรปพุ่งสูงขึ้นในเดือนพฤษภาคม โดยฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น 655% เดนมาร์กเพิ่มขึ้น 136% สเปนเพิ่มขึ้น 113% และสวีเดนเพิ่มขึ้น 71% เมื่อเทียบปีต่อปี การฟื้นตัวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Tesla สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในยุโรปไปเกือบครึ่งในปี 2025 เนื่องจากคู่แข่งจากจีน การขาดโมเดลใหม่ และปฏิกิริยาต่อกิจกรรมทางการเมืองของ CEO Elon Musk หุ้น TSLA เปิดที่ $435.79 ในวันจันทร์ โดยมีช่วง 52 สัปดาห์อยู่ที่ $273.21 ถึง $498.83 และมูลค่าตลาดอยู่ที่ $1.64 ล้านล้านดอลลาร์ Wall Street มีมุมมองที่หลากหลาย โดยมีเรตติ้งเฉลี่ยอยู่ที่ "Hold" และเป้าหมายราคาเฉลี่ยอยู่ที่ $395.20 จากนักวิเคราะห์ 41 คน ผู้บริหารภายในบริษัทได้ขายหุ้นไปกว่า 57,000 หุ้น มูลค่าประมาณ $21.5 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 90 วันที่ผ่านมา (SeaPRwire) -   ตัวเลขการจดทะเบียนรถ Tesla ในยุโรปดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรงในเดือนพฤษภาคม ฝรั่งเศสนำการฟื้นตัวด้วยรถยนต์ใหม่จดทะเบียน 5,446 คัน — เพิ่มขึ้น 655% จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว เดนมาร์กมีรถจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 136% เป็น 1,750 คัน สเปนเพิ่มขึ้น 113% เป็น 1,690 คัน และสวีเดนเพิ่มขึ้น 71% เป็น 858 คัน Tesla, Inc., TSLA หุ้น TSLA เปิดวันจันทร์ที่ $435.79 ราคาต่ำสุดใน 52 สัปดาห์อยู่ที่ $273.21 และราคาสูงสุดอยู่ที่ $498.83 มูลค่าตลาดอยู่ที่ $1.64 ล้านล้านดอลลาร์ และมีอัตราส่วน P/E อยู่ที่ 399.81 ตัวเลขการจดทะเบียนเดือนพฤษภาคมมาหลังจากปี 2025 ที่ยากลำบากสำหรับ Tesla ในยุโรป บริษัทสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในภูมิภาคไปเกือบครึ่งในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลจากแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน คลังรุ่นรถที่บางลง และปฏิกิริยาของผู้บริโภคต่อกิจกรรมทางการเมืองของ CEO Elon Musk ข้อมูลใหม่ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ที่สูญเสียไปบางส่วนอาจกำลังฟื้นตัว อย่างน้อยก็ในตลาดบางแห่ง สหราชอาณาจักรและเยอรมนี ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งของยุโรป ยังไม่ได้รายงานตัวเลขเดือนพฤษภาคม ตัวเลขเหล่านั้นคาดว่าจะออกภายในสัปดาห์นี้และอาจช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โมเมนตัมของรถยนต์ไฟฟ้าในวงกว้างในยุโรปก็กำลังเร่งตัวขึ้นเช่นกัน การจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า — ซึ่งครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ รถยนต์ไฮบริดปลั๊กอิน และรถยนต์ไฮบริด — เพิ่มขึ้นประมาณ 21% ทั่วทั้งยุโรปในเดือนเมษายน และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าสองในสามของการจดทะเบียนทั้งหมด ตามข้อมูลจาก ACEA มุมมองนักวิเคราะห์ยังคงแบ่งขั้ว มุมมองของ Wall Street ต่อ TSLA ยังคงแตกแยก จากนักวิเคราะห์ 41 คนที่ติดตามโดย MarketBeat 19 คนให้เรตติ้งซื้อ 17 คนให้เรตติ้งถือ และห้าคนให้เรตติ้งขาย เป้าหมายราคาเฉลี่ยอยู่ที่ $395.20 — ซึ่งต่ำกว่าราคาที่หุ้นซื้อขายอยู่ในปัจจุบัน Wedbush ย้ำเรตติ้ง "outperform" พร้อมเป้าหมายราคา $600 ในช่วงปลายเดือนเมษายน Robert W. Baird ยังคงเรตติ้ง "outperform" แต่ลดเป้าหมายราคาจาก $538 เหลือ $522 JPMorgan ยังคงเรตติ้ง "sell" Roth MKM ออกเรตติ้ง "buy" อีกครั้ง ในด้านผลประกอบการ Tesla รายงานกำไรต่อหุ้น (EPS) ไตรมาส 1 ที่ $0.41 เอาชนะการประมาณการของนักวิเคราะห์ที่ $0.39 รายได้อยู่ที่ $22.39 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่คาดไว้เล็กน้อยที่ $22.96 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 15.8% เมื่อเทียบปีต่อปี อัตรากำไรสุทธิของบริษัทอยู่ที่ 3.95% โดยมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 4.89% ความสนใจจากสถาบันเพิ่มขึ้น ผู้บริหารภายในขายหุ้น การถือหุ้นโดยสถาบันอยู่ที่ 66.2% ของหุ้นลอยตัว ในช่วงไม่กี่ครั้งที่ผ่านมา Norges Bank เริ่มเปิดตำแหน่งมูลค่าประมาณ $17.1 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 4 และ Vanguard เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นขึ้น 2.6% เป็น 258.9 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ $116.4 พันล้านดอลลาร์ Holocene Advisors เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นมากกว่าสองเท่า หรือเพิ่มขึ้น 132.2% ในฝั่งผู้บริหารภายใน กรรมการ Kathleen Wilson-Thompson ขายหุ้น 26,409 หุ้นในราคาเฉลี่ย $378.11 เมื่อวันที่ 30 เมษายน ลดสัดส่วนการถือหุ้นของเธอลง 35.3% CFO Vaibhav Taneja ขายหุ้น 3,000 หุ้นในราคา $450.00 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ซึ่งเป็นการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาระภาษีจากการได้รับสิทธิในหุ้นพนักงาน การขายหุ้นโดยผู้บริหารภายในทั้งหมดในช่วง 90 วันที่ผ่านมามีจำนวน 57,482 หุ้น มูลค่าประมาณ $21.5 ล้านดอลลาร์ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันของ Tesla อยู่ที่ $391.84 ส่วนค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน อยู่ที่ $416.20บทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม
ข่าว 

สถิติสูงสุด, รายงานงานที่สำคัญและ Broadcom Earnings — นี่คือสิ่งที่อาจทำให้ตลาดเคลื่อนไหวในสัปดาห์นี้

สรุปย่อ รายงานการจ้างงานเดือนพฤษภาคมจะออกวันศุกร์ โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะมีการเพิ่มขึ้น 95,000 อัตรา และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.3% Broadcom, CrowdStrike และ Palo Alto Networks เป็นบริษัทหลักในสัปดาห์ที่คาดว่าจะมีผลประกอบการออกมาอย่างหนาแน่น หุ้นปิดเดือนพฤษภาคมที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ — S&P 500 อยู่ที่ 7,580, Dow อยู่ที่ 51,032 Bitcoin ลดลง 0.53% มาอยู่ที่ $73,702 ในขณะที่ทองคำปรับขึ้น 1.28% มาอยู่ที่ $4,575 ต่อออนซ์ Anthropic ระดมทุนได้ $65 พันล้านที่มูลค่าการประเมิน $965 พันล้าน ใกล้เข้าสู่สถานะบริษัทเอกชน AI แสนล้านดอลลาร์ (SeaPRwire) -   วอลล์สตรีทเข้าสู่สัปดาห์ใหม่ท่ามกลางระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีตารางข้อมูลเศรษฐกิจ ผลประกอบการของบริษัท และความก้าวหน้าล่าสุดด้าน AI ที่แน่นหนา แข่งกันดึงดูดความสนใจของนักลงทุน หุ้นปิดเดือนพฤษภาคมในแดนบวก ดัชนีหลักปิดเดือนพฤษภาคมในแดนบวก ดัชนีดาวโจนส์อุตสาหกรรมปรับขึ้น 0.72% มาอยู่ที่ 51,032 ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.22% มาอยู่ที่ 7,580 และ Nasdaq 100 เพิ่มขึ้น 0.36% มาอยู่ที่ 30,333 E-Mini S&P 500 Jun 26 (ES=F) หุ้นเทคโนโลยีเป็นผู้นำการปรับตัว Dell พุ่งสูงกว่า 32% หลังผลประกอบการแข็งแกร่งและปรับแนวทางการทำกำไรขึ้น เนื่องมาจากความต้องการเซิร์ฟเวอร์ AI ที่เพิ่มขึ้น หุ้น Broadcom ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 25% ในปีนี้ บริษัทได้ทำข้อตกลงกับ Meta, Google และ Anthropic ทำให้อยู่ตรงศูนย์กลางของการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 4.44% กดดันหุ้นที่ไวต่ออัตราดอกเบี้ยต่อไป น้ำมันดิบร่วงหนัก West Texas Intermediate ลดลงราว 9% ในสัปดาห์มาอยู่ที่ $87.98 ต่อบาร์เรล สะท้อนความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่คลี่คลายลง และการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ของการหยุดยิง Bitcoin ร่วง ทองคำพุ่ง Bitcoin ลดลง 0.53% ตลอดสัปดาห์ ปิดที่ $73,702 ตลาดคริปโตยังค่อนข้างเงียบสง비 แม้จะมีข่าวสารมากมาย ทองคำเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม ปรับขึ้น 1.28% มาอยู่ที่ $4,575 ต่อออนซ์ นักลงทุนดูเหมือนจะหันไปหาทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่ รายงานการจ้างงานและเฟดเป็นจุดสนใจ เหตุการณ์ใหญ่ที่สุดของสัปดาห์คือรายงานการจ้างงานเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะมีออกในวันศุกร์เวลา 8:30 น. ตามเวลา ET นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะมีการเพิ่มงาน 95,000 อัตรา ลดลงจาก 115,000 อัตราในเดือนเมษายน อัตราการว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ 4.3% ประธานเฟดคนใหม่ Kevin Warsh จะเป็นประธานการประชุมนโยบายครั้งแรกของเขาภายในกลางเดือนมิถุนายน เขาได้ส่งสัญญาณว่าเฟดจะมีความโปร่งใสน้อยลงเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องอัตราดอกเบี้ย ทำให้ข้อมูลอย่างรายงานการจ้างงานวันศุกร์มีความสำคัญมากขึ้นสำหรับนักลงทุน ข้อมูลการผลิต ISM ก็จะมีออกในวันจันทร์เช่นกัน โดยคาดว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อจะอยู่ที่ 53.3 เพิ่มขึ้นจาก 52.7 ค่าที่อ่านได้สูงกว่า 50 บ่งชี้ถึงการขยายตัว รายงาน Beige Book ของเฟดจะมีออกวันพุธ ซึ่งจะให้ภาพรวมของสภาพเศรษฐกิจทั่วทั้ง 12 เขตของธนาคารกลาง ผลประกอบการและ AI ครองสัปดาห์นี้ ในด้านผลประกอบการ Broadcom จะประกาศผลในวันพุธหลังตลาดปิด ผลลัพธ์ของบริษัทจะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดเพื่อดูสิ่งที่บ่งชี้เกี่ยวกับความต้องการชิปที่เกี่ยวข้องกับ AI ดัชนี Philadelphia Semiconductor ได้พุ่งสูงขึ้นกว่า 52% นับจากจุดต่ำสุดในปี 2026 เมื่อปลายเดือนมีนาคม Palo Alto Networks จะประกาศผลวันอังคาร และ CrowdStrike จะประกาศผลวันพุธ ทั้งสองเป็นชื่อสำคัญในด้านความปลอดภัยไซเบอร์ Dollar General และ Five Below จะประกาศผลในช่วงต้นสัปดาห์ ตัวเลขของพวกเขาจะแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยกำลังรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่อย่างไร Lululemon จะประกาศผลวันพฤหัสบดี หุ้นลดลงประมาณ 60% จากเมื่อปีที่แล้ว และบริษัทกำลังค้นหา CEO คนใหม่ Jensen Huang ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia เปิดตัวโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ชื่อ RTX Spark ที่งานประชุม Computex ในไต้หวัน ชิปเหล่านี้ถูกออกแบบมาสำหรับการทำงานของเอเจนต์ AI ในเครื่องบนแล็ปท็อปและเดสก์ท็อป Windows Anthropic ระดมทุนได้ $65 พันล้านที่มูลค่าการประเมิน $965 พันล้าน ทำให้ใกล้ที่จะกลายเป็นบริษัท AI เอกชนแห่งแรกที่มีมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ Microsoft ตามรายงานกำลังสร้างซูเปอร์แอปเพื่อรวมเครื่องมือ AI Copilot ของตนเข้าด้วยกันเป็นแพลตฟอร์มเดียวสำหรับการเขียนโค้ด แชท และการเพิ่มผลผลิตบทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม

บริษัท ServiceNow (NOW) ควรกับการเติบโตของรายได้ 22% ในไตรมาสนี้หรือไม่?

สรุปย่อ Kentucky Retirement Systems เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น NOW ขึ้น 400% ในไตรมาสที่ 4 โดยซื้อหุ้นเพิ่ม 51,904 หุ้น มูลค่าประมาณ 9.94 ล้านดอลลาร์ นักลงทุนสถาบันอื่นๆ อีกหลายรายก็เพิ่มการถือหุ้นขึ้นอย่างมากเช่นกัน โดยปัจจุบันการถือหุ้นโดยสถาบันรวมอยู่ที่ 87.18% หุ้น NOW เปิดที่ 124.56 ดอลลาร์ในวันจันทร์ ซึ่งต่ำกว่าจุดสูงสุดใน 52 สัปดาห์ที่ 211.48 ดอลลาร์อย่างมาก แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันที่ 123.39 ดอลลาร์ ServiceNow ทำรายได้เกินประมาณการในไตรมาส 1 โดยรายได้อยู่ที่ 3.77 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับที่คาดไว้ 3.75 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเติบโต 22.1% เมื่อเทียบปีต่อปี ความเห็นโดยรวมของนักวิเคราะห์อยู่ที่ "ซื้อปานกลาง" โดยมีเป้าหราคาเฉลี่ยที่ 141.85 ดอลลาร์ (SeaPRwire) -   หุ้น ServiceNow (NOW) กำลังดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนสถาบันอีกครั้ง โดยการยื่นเพิ่มและเปิดตำแหน่งใหม่จำนวนมากในไตรมาส 4 ปี 2025 ชี้ให้เห็นถึงความมั่นใจที่กลับมาของนักลงทุนมืออาชีพ ServiceNow, Inc., NOW Kentucky Retirement Systems เป็นผู้นำ โดยเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นขึ้น 400% เป็น 64,880 หุ้น ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 9.94 ล้านดอลลาร์ ณ เวลาที่ยื่นรายงาน นี่ไม่ใช่การปรับเล็กน้อย แต่เป็นการทุ่มเทอย่างเต็มที่ การซื้อไม่จำกัดอยู่แค่กองทุนเดียว Peapack Gladstone Financial Corp เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นขึ้น 505.5% ในขณะที่ Florida Financial Advisors เพิ่มขึ้น 552.9% Waterloo Capital เพิ่มขึ้น 384.1% และ Rothschild Wealth เปิดตำแหน่งใหม่มูลค่าประมาณ 310,000 ดอลลาร์ เมื่อรวมกันแล้ว ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันถือหุ้น ServiceNow ที่ออกจำหน่ายแล้วถึง 87.18% NOW เปิดที่ 124.56 ดอลลาร์ในวันจันทร์ หุ้นอยู่เหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันที่ 123.39 ดอลลาร์ แต่อยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดใน 52 สัปดาห์ที่ 211.48 ดอลลาร์อย่างมาก จุดต่ำสุดใน 52 สัปดาห์อยู่ที่ 81.24 ดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าหุ้นได้ฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำอย่างน่าสังเกตแล้ว บริษัทมีมูลค่าตลาด 128.42 พันล้านดอลลาร์ และมีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) 74.23 กำไรไตรมาส 1 เกินคาด ServiceNow รายงานผลไตรมาส 1 ในวันที่ 22 เมษายน รายได้อยู่ที่ 3.77 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าประมาณการโดยรวมที่ 3.75 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งแสดงถึงการเติบโต 22.1% เมื่อเทียบปีต่อปี กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.97 ดอลลาร์ ซึ่งตรงกับความคาดหวังของนักวิเคราะห์ ในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.81 ดอลลาร์ สำหรับปีงบประมาณเต็ม นักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 2.36 ดอลลาร์ บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิ 12.59% และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 18.16% เป้าหมายของนักวิเคราะห์และกิจกรรมของผู้มีข้อมูลภายใน วอลล์สตรีทยังคงมองหุ้นนี้ในแง่บวกในวงกว้าง Citigroup ปรับเป้าหราคาขึ้นจาก 154 เป็น 158 ดอลลาร์ พร้อมให้คะแนน "ซื้อ" Evercore ปรับเป้าหราคาขึ้นจาก 140 เป็น 150 ดอลลาร์ พร้อมคะแนน "Outperform" BTIG ย้ำคะแนน "ซื้อ" โดยมีเป้าหราคาที่ 150 ดอลลาร์ DA Davidson ยังคงคะแนน "ซื้อ" โดยมีเป้าหราคาสูงสุดในกลุ่มที่ 190 ดอลลาร์ Cantor Fitzgerald ลดเป้าหราคาลงเหลือ 122 ดอลลาร์ แต่ยังคงคะแนน "Overweight" จากนักวิเคราะห์ 43 คนที่ถูกติดตาม ผลแบ่งเป็น: ซื้ออย่างแรง 2 คน, ซื้อ 35 คน, ถือ 5 คน, และ ขาย 1 คน เป้าหราคาโดยรวมอยู่ที่ 141.85 ดอลลาร์ ในด้านผู้มีข้อมูลภายใน กรรมการ Paul Edward Chamberlain ขายหุ้น 1,500 หุ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม ในราคา 87.23 ดอลลาร์ต่อหุ้น ลดสัดส่วนการถือหุ้นลง 3.23% ผู้มีข้อมูลภายใน Paul Fipps ขายหุ้น 1,048 หุ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม ในราคา 98.51 ดอลลาร์ต่อหุ้น ลดลง 7.99% การขายทั้งสองครั้งดำเนินการภายใต้แผน Rule 10b5-1 ที่จัดทำไว้ล่วงหน้า การขายของ Fipps ดำเนินการเพื่อชำระภาระภาษีที่เกี่ยวข้องกับการรับสิทธิ์ผลตอบแทนในรูปแบบหุ้น โดยรวมแล้ว ผู้มีข้อมูลภายในขายหุ้น 28,071 หุ้น มูลค่าประมาณ 2.53 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสที่ผ่านมา ผู้มีข้อมูลภายในของบริษัทถือหุ้นเพียง 0.34% ของบริษัทบทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม
ข่าว 

หุ้นอยู่ที่ระดับสูงสุดตลอดกาล — การติดต่อกลับของตลาดหุ้นจะดำเนินต่อได้หรือไม่ในขณะที่การโจมตีระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังคงดำเนินต่อ?

TLDR ดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้นกว่า 8% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงขยายตัวที่ดีที่สุดใน 2 เดือน นับตั้งแต่ปี 2002 โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภาวะคึกคักนี้ ดัชนี Dow, S&P 500 และ Nasdaq ทำสถิติปิดตลาดสูงสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าบ่งชี้แนวโน้มบวกในวันจันทร์ เครื่องบินรบของสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายเรดาห์และฐานโดรนของอิหร่านเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อิหร่านระบุว่าได้ดำเนินการตอบโต้ ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นในวันจันทร์ โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นเหนือ 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI ปรับขึ้นเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นักลงทุนจับตารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันศุกร์นี้เพื่อหาสัญญาณแนวโน้มตลาดแรงงานและเส้นทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด (SeaPRwire) -   วอลล์สตรีทกำลังก้าวเข้าสู่เดือนมิถุนายนบนพื้นฐานของเดือนที่ผ่านมา ซึ่งดัชนีหลักทั้ง 3 ตัวปิดตลาดเดือนพฤษภาคมที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของผลตอบแทน และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าบ่งชี้แนวโน้มบวกอีกครั้งในเช้าวันจันทร์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี Dow futures เพิ่มขึ้น 0.1% S&P 500 futures ปรับขึ้น 0.3% และ Nasdaq 100 futures พุ่งขึ้น 0.6% ในช่วงเทรดช่วงเช้าวันจันทร์ หลังจากดัชนี Nasdaq Composite ปรับขึ้นกว่า 8% ในเดือนพฤษภาคม S&P 500 เพิ่มขึ้นราว 5% และ Dow บวกขึ้นเกือบ 3% E-Mini S&P 500 Jun 26 (ES=F) ผลการดำเนินงานของ Nasdaq ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมแสดงถึงช่วงขยายตัวที่ดีที่สุดในรอบ 2 เดือน นับตั้งแต่ปลายปี 2002 โดยรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากบริษัทเทคโนโลยี โดยเฉพาะผู้ผลิตชิป AI เป็นแรงขับเคลื่อนหลักเบื้องหลังการปรับตัวนี้ แม้ตลาดหุ้นจะแข็งแกร่ง แต่ความตึงเครียดระดับโลกยังคงอยู่ในระดับสูง เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เครื่องบินรบของสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายเรดาห์และฐานโดรนของอิหร่าน ทางหน่วยข่าวกรองของกองกำลังปฏิวัติอิสลามอิหร่านระบุว่าได้ดำเนินการตอบโต้ ซึ่งเป็นการต่อเนื่องของการแลกเปลี่ยนทางการทหารที่ดำเนินมาหลายสัปดาห์ BREAKING: The US military has conducted strikes on Iranian targets in Goruk and Qeshm Island, Iran, in what it described as "self-defense strikes." The US says the strikes were carried out in response to "aggressive Iranian actions," including the shootdown of a US MQ-1 drone… — The Kobeissi Letter (@KobeissiLetter) June 1, 2026 Oil Prices Jump on Fresh Strikes ตลาดน้ำมันตอบสนองต่อการปะทะที่เกิดขึ้นใหม่ในวันจันทร์ โดยราคาน้ำมันดิบ Brent futures พุ่งขึ้น 3.1% แตะระดับเกือบ 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ West Texas Intermediate ปรับขึ้น 3% อยู่ที่ราว 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเกิดขึ้นหลังจาก WTI บันทึกการปรับตัวลงรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 โดยร่วงลงใกล้เคียง 17% ในเดือนพฤษภาคม ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าจะเชิญที่ปรึกษามาประชุมเพื่อทำ “การกำหนดขั้นสุดท้าย” เกี่ยวกับแนวทางต่อไปกับอิหร่าน นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้เปิดเส้นทางการเดินเรือ Strait of Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันหลักของโลกอีกครั้ง นักวิเคราะห์กำลังจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด Jim Reid นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank ชี้ว่าความขัดแย้งได้ดำเนินมาเป็นเวลา 54 วันนับตั้งแต่มีความพยายามในการหยุดยั้งการสู้รบ เขากล่าวว่าตลาดรู้สึกว่าใกล้จะบรรลุข้อตกลงมากที่สุด แต่ก็รู้สึกว่าใกล้จะพังทลายมากที่สุดเช่นกัน “ยากที่จะจินตนาการว่าจะต้องรอเฉยๆ ไปนานกว่านี้อีกได้อย่างไร” Reid กล่าว ดอลลาร์ปรับขึ้นเล็กน้อย 0.1% เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงิน เนื่องจากนักลงทุนเคลื่อนย้ายสินทรัพย์เข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นเล็กน้อยแตะระดับ 4.47% Jobs Report in Focus สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านไม่ใช่สิ่งเดียวที่อยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนในสัปดาห์นี้ รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันศุกร์นี้เป็นข้อมูลสำคัญที่ต้องจับตา ซึ่งตัวเลขการจ้างงานจะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าตลาดแรงงานยังแข็งแกร่งอยู่หรือไม่ และอาจส่งผลต่อความคาดหวังต่อการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ในช่วงภายหลังของปี Bitcoin ปรับตัวลงในวันจันทร์ โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าการลดลงของความเสี่ยงเนื่องจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นปัจจัยหนึ่ง ดัชนี Nikkei ในญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในวันจันทร์ โดยนำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี สะท้อนถึงผลตอบแทนที่เห็นบนวอลล์สตรีท ด้วยฤดูกาลรายงานผลประกอบการผ่านพ้นไปแล้ว ทิศทางต่อไปของตลาดอาจขึ้นอยู่กับว่าการเจรจาเพื่อสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถก้าวหน้าต่อไปได้ หรือว่าการแลกเปลี่ยนทางการทหารจะยังคงรบกวนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อไปบทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม

easyJet (EZJ) Aktientapat kloh 10% sau react pepatah Castlelake memari projek 4.12 bangkal

TLDR หุ้น easyJet เพิ่มขึ้น 10% เป็น 439.60 ปอนด์หลังจากมีรายงานว่า บริษัทลงทุน Castlelake ที่มีฐานในมินนิอาปอลิสมองจะเข้ามารับชื้อบริษัท easyJet กล่าวว่าไม่ได้รับข้อเสนอใดๆ และไม่ได้เข้าสนทนา โดยเรียกว่าเวลานี้ “เป็นโอกาสที่ตั้งใจมาก” Castlelake ซึ่งถือหุ้น easyJet 2.14% มีเวลา until 26 มิถุนายนเพื่อเสนอข้อเสนอเป็นทางการหรือเลิกทำตามกฎการรับชื้อบริษัทของสหราชอาณาจักร หุ้นของสายการบินนี้ลดลง 22% ตั้งแต่เริ่มปีจนถึงการปิดตลาดวันศุกร์ เนื่องจาก受到แรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น และการขัดข้องของเส้นทาง นักวิเคราะห์ Wall Street มีความเห็นส่วนใหญ่เป็น 'Hold' (ถือหุ้น) สำหรับ EZJ โดยมีเป้าหมายราคาค่าเฉลี่ย £426.67 ซึ่งหมายถึงความลดลง 1.46% จากระดับปัจจุบัน (SeaPRwire) -   หุ้น easyJet เพิ่มขึ้น 10% ในช่วงการซื้อขายตอนต้นวันจันทร์บนตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ขึ้นถึง 439.60 ปอนด์ หลังจากมีรายงานออกมาว่า บริษัทลงทุนของสหรัฐ Castlelake ได้กำลังประเมินข้อเสนอรับชื้อที่เป็นไปได้ easyJet plc, EZJ.L สายการบินได้ตอบกลับอย่างรวดเร็ว easyJet กล่าวว่าไม่ได้รับข้อเสนอใดๆ จาก Castlelake และไม่ได้เข้าสนทนาใดๆ สายการบินยังมีอะไรที่ชัดเจนในการพูดถึงเวลา โดยเรียกว่าการเข้ามาเสนอ “เป็นโอกาสที่ตั้งใจมาก” โดยพิจารณาว่าหุ้นของมันถูกตีลดลงชั่วคราวเนื่องจากความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง คณะกรรมการ EasyJet กล่าวว่ายังไม่ได้เข้าสนทนากับ Castlelake หลังจากบริษัทลงทุนกล่าวว่ากำลังพิจารณาข้อเสนอรับชื้อสายการบิน https://t.co/IxUJO2d1Xx — Bloomberg (@business) June 1, 2026 สงครามตะวันออกกลางทำให้สายการบินยุโรปได้รับผลกระทบอย่างหนัก ค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ความต้องการเดินทางที่อ่อนแอลง และเส้นทางที่ขัดข้องทั้งหมดได้บีบอัดขอบกำไรในภาคสายการบินในช่วงเดือนล่าสุด สำหรับ easyJet แรงกดดันเป็นที่เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หุ้นลดลง 22% ตั้งแต่เริ่มปีจนถึงการปิดตลาดวันศุกร์ ในเดือนเมษายน สายการบินออกคำเตือนผลกำไร โดยอ้างเหตุจากการเพิ่มค่าเชื้อเพลิงที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ในเดือนพฤษภาคม มันรายงานการขาดทุนก่อนภาษีขนาดกว้างขึ้นสำหรับครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ และกล่าวว่าคาดการณ์ปีเต็มยังคงไม่แน่นอน สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับตำแหน่งของ Castlelake Castlelake เป็นบริษัทลงทุนทางเลือกที่มีฐานในมินนิอาปอลิซ ปัจจุบันมันถือหุ้น easyJet 2.14% ซึ่งให้สิทธิ์ตามกฎการรับชื้อบริษัทของสหราชอาณาจักร ตามกฎเหล่านั้น Castlelake ตอนนี้มีเวลา until 26 มิถุนายนเพื่อเสนอข้อเสนอเป็นทางการหรือเลิกทำ นาฬิกากำลังติ๊กเต๊ก บริษัทไม่ได้เปิดเผยราคาข้อเสนอที่เฉพาะเจาะจง อย่างไรก็ตาม รายงานหนึ่งประเมินข้อเสนอที่เป็นไปได้ขั้นต่ำที่ $4.12 พันล้าน easyJet ชัดเจนว่าแม้จะมีข้อเสนอเข้ามา ก็ยังมีอุปสรรคจริงๆ บริษัทอ้างถึงอุปสรรคทางกฎระเบียบ การจัดหาเงิน และการดำเนินงานที่สำคัญที่ต้องไขก่อนที่จะทำธุรกรรมได้ สถานะของหุ้น แม้จะมีการเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ EZJ ได้สูญเสียมูลค่ามากกว่า 40% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา easyJet ย้ำเป้าหมายระยะกลางของมันในการบรรลุผลกำไรก่อนภาษี £1 พันล้าน และกล่าวว่าคณะกรรมการยังคงมั่นใจในกลยุทธ์ปัจจุบันของมัน การเคลื่อนไหวของหุ้นในวันจันทร์ช่วยกู้คืนการสูญเสียบางส่วนของปีนี้ แต่หุ้นยังคงอยู่ต่ำกว่าค่าตั้งต้นของปี 2026 อย่างมาก นักวิเคราะห์ Wall Street กำลังอยู่ในสถานะไม่แน่นอน easyJet มีอันดับความเห็นส่วนใหญ่เป็น 'Hold' จากนักวิเคราะห์ 6 คน โดยมีเป้าหมายราคาค่าเฉลี่ย £426.67 นั่นหมายถึงความลดลง 1.46% จากระดับหลังการเพิ่มขึ้นปัจจุบัน ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดอาจได้กำหนดราคาเพิ่มเติมจากการรับชื้อในระยะสั้นแล้ว กำหนดสุดท้ายวันที่ 26 มิถุนายนเป็นวันที่สำคัญต่อไปที่ต้องติดตาม Castlelake จะยอมรับความสนใจเป็นทางการหรือการคาดเดาจะจางหายไปบทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม
ข่าว 

MemeToro对阵Ionix Chain($IONX):高吞吐量第1层区块链与病毒式人工智能模因币经济

(SeaPRwire) -   วงการคริปโตในปี 2026 กำลังสร้างการแข่งขันอย่างรุนแรงระหว่างระบบนิทรรศการที่ขับเคลื่อนด้วย AI และบล็อกเชนเลเยอร์-1 รุ่นถัดไป สองโปรเจกต์ที่กำลังนำการสนทนาของนักลงทุนมาสู่จุดสุดยอดในปัจจุบัน คือ MemeToro ($MT) และ Ionix Chain ($IONX) Ionix Chain มุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานที่มีธุรกรรมสูง ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Quantum AI Consensus ในขณะที่ MemeToro กำลังสร้างเศรษฐกิจมีมโคอินที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมตลาดการทำนาย การเดิมพัน (staking) และเครื่องมือการเงินทางสังคม ทั้งสองโปรเจกต์กำลังดึงดูดความสนใจเป็นผู้สมัครการขายก่อนเปิดตัว (presale) ที่ดีที่สุดในวงการคริปโต แต่เป้าหมายทางตลาดแตกต่างกัน ความทะเยอทะยานของ Ionix Chain ในด้าน Layer-1 Ionix Chain กำลังวางตัวเองเป็นบล็อกเชนเลเยอร์-1 ที่ใช้ AI ทำงานได้รวดเร็ว สามารถประมวลผลธุรกรรมได้ถึง 500,000 ธุรกรรมต่อวินาที การขายก่อนเปิดตัวของโปรเจกต์นี้ได้รวมเงินมากกว่า 6.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้ว โดยราคาของขั้นตอนที่ 18 ปัจจุบันอยู่ที่ 0.025 ดอลลาร์ ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 0.030 ดอลลาร์ แพลตฟอร์มนี้ยังโฆษณาว่าจะมีรายการลงตลาดที่แลกเปลี่ยนคริปโตใหญ่ๆ เช่น OKX, Kraken, Gate.io, Bitget และอีกหลายแพลตฟอร์ม นักวิเคราะห์บางคนคาดว่าจะมีผลตอบแทนถึง 80 ถึง 200 เท่า หากการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แนวทางที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานของพวกเขา นักลงทุนที่สนใจเรื่องการขยายความสามารถ (scalability) และประสิทธิภาพของบล็อกเชนในรูปแบบขององค์กรจะชอบ เศรษฐกิจมีมโคอินที่ใช้ AI ของ MemeToro ในขณะที่ Ionix มุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐาน MemeToro ($MT) มุ่งเน้นกิจกรรมของผู้ใช้และการเงินที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน แพลตฟอร์มนี้รวมการสร้างมีมโคอินที่ขับเคลื่อนด้วย AI การซื้อขาย ตลาดการทำนาย และรางวัลจากการมีส่วนร่วมทางสังคมไว้ในระบบนิทรรศการเดียว ผู้ใช้สามารถค้นหาและซื้อขายมีมโคอินที่กำลังเป็นที่นิยม ในขณะที่เข้าร่วมตลาดการทำนายที่เชื่อมโยงกับ BTC, ETH และเรื่องราวคริปโตทั่วไป ตัวติดตามดัชนีรวมของ MemeToro ยังช่วยระบุโอกาสใหม่ๆ ก่อนที่พวกมันจะกลายเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ความสมดุลระหว่างการอัตโนมัติด้วย AI และการมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นเหตุผลที่นักเทรดหลายคนเรียก MemeToro ว่าเป็นการขายก่อนเปิดตัวคริปโตที่ดีที่สุด การเปรียบเทียบประโยชน์และการออกแบบระบบนิทรรศการ ทั้งสองโปรเจกต์นำเรื่องราวที่แข็งแกร่งมาสู่ตลาด แต่โครงสร้างของพวกเขาแตกต่างกันอย่างมาก ระบบนิทรรศการของ MemeToro มีดังนี้: การเปิดตัวมีมโคอินที่ขับเคลื่อนด้วย AI เครื่องมือการซื้อขายบน BNB Chain ที่มีอยู่แล้ว รางวัลจากการมีส่วนร่วมทางสังคม อัตรา staking APR สูงสุดถึง 35% ตลาดการทำนายที่ใช้ $MT และ USDC การขยายบล็อกเชน MemeToro ในอนาคต Ionix Chain มุ่งเน้นมากกว่าที่จะเป็นธุรกรรมเลเยอร์-1 เศรษฐกิจของผู้ตรวจสอบ (validator) และสถาปัตยกรรมการตกลงข้อมูลด้วย AI สำหรับนักเทรดที่ต้องการการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องและการเปิดเผยมีมโคอิน MemeToro อาจรู้สึกง่ายต่อการเข้าถึงมากกว่า นักลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานอาจชอบแนวทางที่เหมือนกับองค์กรของ Ionix มากกว่า โทนอมิกส์และศักยภาพในการเข้าถึงก่อนการเปิดตัว MemeToro ($MT) ปัจจุบันมีราคาการเข้าถึงก่อนการเปิดตัวที่ต่ำกว่า คือ 0.00230 ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับราคาขั้นตอนที่ 18 ของ Ionix Chain ที่ 0.025 ดอลลาร์ MemeToro ยังจัดสรร 50% ของอุปสงค์ทั้งหมด 1.2 พันล้านโทเค็นให้กับผู้เข้าร่วมการขายสาธารณะโดยตรง เครื่องมือคำนวณโทนอมิกส์ของโปรเจกต์ช่วยให้นักลงทุนประมาณประสิทธิภาพการเปิดตัวในอนาคตได้ ในขณะที่การเข้าถึงโทเค็นทันทีเมื่อเปิดตัวสร้างความยืดหยุ่นเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อก่อนการเปิดตัว โครงสร้างการเข้าถึงที่ต่ำกว่านี้ กำลังช่วยให้ MemeToro ได้รับความนิยมเป็นคริปโตการขายก่อนเปิดตัวที่มีศักยภาพสูงในหมู่นักเทรดรายย่อย วิธีซื้อ MemeToro ($MT) การซื้อ MemeToro ถูกออกแบบให้เป็นมิตรกับผู้เริ่มต้น นักลงทุนสามารถเชื่อมต่อ MetaMask, Trust Wallet, หรือ WalletConnect ได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์ม การชำระเงินสามารถทำได้ผ่าน USDC และคริปโตที่รองรับ ในขณะที่การชำระด้วยบัตรเครดิตจะวางแผนไว้เพื่อความสะดวกในอนาคต กระบวนการนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีตั้งแต่การเชื่อมต่อกระเป๋าเงินจนถึงการยืนยัน ข้อสรุปสุดท้าย Ionix Chain และ MemeToro ทั้งสองเป็นเรื่องราวที่แข็งแกร่งในตลาดคริปโตปี 2026 แต่เป้าหมายที่ต้องการของนักลงทุนแตกต่างกัน Ionix มุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในขณะที่ MemeToro ($MT) สร้างเศรษฐกิจมีมโคอินที่ใช้ AI และสังคมที่สร้างขึ้นรอบการมีส่วนร่วม การคาดเดา และรางวัลจากชุมชน เมื่อนักลงทุนกำลังมองหาแอลท์โคอินถัดไปและโอกาสการขายก่อนเปิดตัวคริปโตที่ดีที่สุด MemeToro โดดเด่นเพราะรวมการอัตโนมัติด้วย AI การเดิมพัน ตลาดการทำนาย และการซื้อขายมีมโคอินไว้ในระบบนิทรรศการที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขายก่อนเปิดตัว MemeToro ($MT) ได้ที่นี่: เว็บไซต์: https://memetoro.com/ X: https://x.com/memetoro_mt Telegram: https://t.me/memetoro_mtบทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม
ข่าว 

คริปโตที่ดีที่สุดที่ควรซื้อในปี 2026: BNB ข้ามเกิน $733 ในขณะที่การขายล่วงหน้า $GRUNTLE เกิน $104k ในรอบที่7

(SeaPRwire) -   Binance Coin (BNB) พุ่งขึ้น 10.35% ทะลุระดับ $733.52 ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เสริมแรงผลักดันใหม่ให้กับตลาดอัลท์คอยน์ขนาดใหญ่ ขณะที่โทเคนที่จัดตั้งแล้วได้รับเงินทุนจากสถาบัน นักลงทุนรายย่อยกำลังหันไปลงทุนในโปรเจกต์ยูทิลิตี้ระยะเริ่มต้นอย่างพรีเซล $GRUNTLE ซึ่งเพิ่งผ่านยอดระดมทุน $104,594 ในรอบปัจจุบัน เมื่อตลาดโดยรวมกำลังค้นหาคริปโตที่ดีที่สุดในการซื้อในปี 2026 เพื่อผลตอบแทนที่ไม่สมมาตร เงินทุนแบ่งแยกกันอย่างเห็นได้ชัดระหว่างโทเคนรายใหญ่ที่มีขีดจำกัดผลตอบแทนขาขึ้น และรายการพรีเซลที่ให้ผลตอบแทนสูง คริปโตที่ดีที่สุดในการซื้อในปี 2026: 3 เหรียญที่น่าจับตามอง พรีเซล $GRUNTLE พรีเซล Gruntle โดดเด่นในฐานะโอกาสผลตอบแทนไม่สมมาตรชั้นนำในวัฏจักรตลาดปัจจุบัน ในขณะที่พรีเซลคู่แข่งอย่าง Bitcoin Hyper ได้ระดมทุนไปแล้วกว่า $32.7 ล้านจากผู้เข้าร่วม 113,189 คน Gruntle มอบจุดเข้าลงทุนที่เร็วกว่า ปัจจุบันเป้าหมายรอบที่ 7 ของโปรเจกต์เต็มไปแล้ว 84.7% โดยระดมทุนได้ $104,594 จากเป้าหมาย $123,433 ราคาเข้าลงทุนปัจจุบันอยู่ที่ $0.000629 แต่ช่วงเวลานี้กำลังจะปิดลงอย่างรวดเร็ว โดยรอบถัดไปมีกำหนดขึ้นราคาเป็น $0.000631 ผู้ซื้อที่เข้ามาในระยะนี้สามารถล็อกโทเคนของตนเข้าสู่ Hibernation Staking ของ Gruntle ได้ทันที ซึ่งปัจจุบันจ่ายผลตอบแทน 8,760% APY ผลตอบแทนนี้เป็นแบบผันแปร คำนวณเป็นส่วนแบ่งจากพูลรางวัลที่กำหนดจำนวนโทเคนไว้คงที่ 250 ล้านโทเคน เนื่องจาก APY จะลดลงเมื่อมีผู้เข้าร่วมพูลมากขึ้น โครงสร้างนี้เอื้อประโยชน์อย่างมากต่อผู้สเตกก์รุ่นแรกที่จะได้ส่วนแบ่งรางวัลที่ใหญ่กว่าก่อนการจดทะเบียนใน DEX ระยะที่ 3 การลงทุน $1,000 ในราคา $0.000629 ของพรีเซลปัจจุบันจะได้โทเคน $GRUNTLE ประมาณ 1,590,000 โทเคน หากคิดผลตอบแทนแบบอนุรักษ์นิยมที่ 10 เท่าจากราคาเข้าพรีเซล ตำแหน่งการลงทุนนี้จะมีมูลค่าประมาณ $10,000 โครงสร้างนี้ให้ผลตอบแทนไม่สมมาตร ทำให้สามารถจัดสรรเงินลงทุนเพียงเล็กน้อยเพื่อได้จำนวนโทเคนที่มาก ในขณะที่ราคายังคงอยู่ที่ระดับต่ำสุดของพรีเซล ข่าวด่วน: ประธานาธิบดี Trump ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับคริปโต “Trump จะไม่มีทางทำให้คริปโตผิดหวัง” เขากล่าว pic.twitter.com/ZSRSnEIOdD — The Kobeissi Letter (@KobeissiLetter) 27 พฤษภาคม 2026 Binance Coin (BNB) Binance Coin แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งเชิงเปรียบเทียบที่มหาศาล โดยขึ้น 10.35% ในหนึ่งวันไปแตะระดับ $733.52 ปัจจุบันโทเคนของแลกเปลี่ยนแห่งนี้ขึ้นไปแล้ว 19.2% ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา ทะลุค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ง่าย 50 วันที่ $643.04 ขณะที่ผู้ซื้อ Bitcoin ในช่วงราคาตกต่ำชะลอการขาย อัลท์คอยน์ขนาดใหญ่อย่าง BNB กำลังดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินของตลาด ยูทิลิตี้ของโทเคนภายในระบบนิเวศ Binance ยังคงผลักดันอุปสงค์ที่สม่ำเสมอ ทำให้เป็นสินทรัพย์หลักในพอร์ตการลงทุนแบบอนุรักษ์นิยม อย่างไรก็ตาม ด้วยมูลค่าตลาดที่ใกล้ถึง $98.8 พันล้าน BNB มีโปรไฟล์เบต้าที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับพรีเซลระยะเริ่มต้น ยังคงเป็นคริปโตชั้นนำที่แนะนำให้ซื้อในปี 2026 แต่นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าโอกาสขาขึ้นของมันถูกจำกัดโดยพื้นฐานจากขนาดที่ใหญ่มากของมัน เยี่ยมชมเว็บไซต์ Gruntle เพื่อเข้าร่วมพรีเซล Ripple (XRP) Ripple (XRP) ซื้อขายอยู่ที่ $1.34 ในปัจจุบัน โดยรวมตัวกันหลังจากปรับตัวลงเล็กน้อย 0.38% ในหนึ่งวัน โทเคนนี้ได้สร้างแนวรับที่แข็งแกร่ง โดยนักเทรดกำลังจับตากราฟอย่างใกล้ชิดเพื่อรอการทะลุแนวต้าน การคาดการณ์ราคา Ripple ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า XRP อาจจะกลับไปยืนระดับ $1.40 ได้อีกครั้งหากแรงกระแสขาขึ้นกลับมาสู่ตลาดโดยรวม แม้ว่าความชัดเจนด้านกฎระเบียบจะช่วยปรับปรุงแนวโน้มระยะยาวของมัน XRP ยังคงเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ สินทรัพย์นี้ซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันที่ $1.64 ซึ่งบ่งชี้ว่าต้องใช้ความอดทน สำหรับนักลงทุนที่กำลังค้นหาคริปโตที่ดีที่สุดในการซื้อในปี 2026 XRP เป็นโปรเจกต์ยูทิลิตี้ที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาว มิใช่ตัวเร่งการเติบโตอย่างรวดเร็ว เหรียญอื่นๆ ในรายการสั้นนี้มีแนวรับที่แน่นอนและมีขีดจำกัดโอกาสขาขึ้นในระยะใกล้ พรีเซล $GRUNTLE เป็นตัวเลือกที่ให้ผลตอบแทนไม่สมมาตร: มอบราคาเข้าคงที่ $0.000629, Hibernation Staking ที่ปัจจุบันจ่ายผลตอบแทน 8,760% APY (แบบผันแปร), สัญญาที่ผ่านการตรวจสอบโดย CredShields และการจดทะเบียนใน DEX ระยะที่ 3 ที่กำลังใกล้เข้ามา เยี่ยมชมพรีเซล Gruntle เพื่อล็อกราคาปัจจุบันก่อนที่รอบจะเต็ม คำถามที่พบบ่อย คริปโตที่ดีที่สุดในการซื้อในปี 2026 สำหรับผลตอบแทนระยะเริ่มต้นคืออะไร? คริปโตที่ดีที่สุดในการซื้อในปี 2026 จะต้องสมดุลระหว่างราคาเข้าลงทุนที่ต่ำกับแผนการพัฒนาที่ชัดเจน Gruntle ($GRUNTLE) ตรงตามโปรไฟล์นี้ โดยมอบราคาเข้าพรีเซลที่ $0.000629 และ APY สดแบบผันแปร 8,760% สำหรับผู้สเตกก์รุ่นแรก ด้วยยอดระดมทุนกว่า $104,000 และผ่านการตรวจสอบเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2026 ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบโทโคโนมิกส์ได้ที่ gruntle.io นักลงทุนควรมองหาอะไรในพรีเซลคริปโตที่ดีที่สุดปี 2026? พรีเซลชั้นนำจะมีคุณลักษณะคือ สัญญาที่ผ่านการตรวจสอบ, การจัดสรรที่โปร่งใส และกลไกผลตอบแทนที่ทำงานอยู่ พรีเซล Gruntle แสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะเหล่านี้ โดยมอบ APY แบบผันแปร 8,760% ผ่านพูล Hibernation Staking และมีกำหนดการจดทะเบียนใน DEX ระยะที่ 3 พรีเซล $GRUNTLE เปรียบเทียบกับการเปิดตัวมีมคอยน์อื่นๆ ได้อย่างไร? ต่างจากพรีเซลที่อาศัยแค่กระแสฮือฮา Gruntle ได้รวมพูลสเตกกิ้งที่กำหนดจำนวนโทเคนคงที่ 250 ล้านโทเคนซึ่งให้รางวัลแก่ผู้เข้าร่วมก่อนหน้านี้ สัญญาของโปรเจกต์ผ่านการตรวจสอบโดย CredShields เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2026 และเป้าหมายรอบที่ 7 ปัจจุบันกำลังใกล้ถึงเป้าหมาย $123,433 อย่างรวดเร็ว บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน $GRUNTLE เป็นมีมคอยน์ การลงทุนในคริปโตเคอเรนซีมีความเสี่ยงสูง โปรดทำการวิจัยด้วยตนเองเสมอก่อนตัดสินใจลงทุนบทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม

IBM Stock: การลงทุน 15 พันล้านดอลลาร์ในควอนตัมและแออิตีย์ทำให้เกิดการขึ้นชั่วคราว 19% ในรอดของสัปดาห์

สรุปโดยย่อ หุ้น IBM เพิ่มขึ้น 18.79% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากบริษัทประกาศแพ็คเกจการลงทุนเชิงกลยุทธ์จำนวน 15 พันล้านดอลลาร์ในด้านคอมพิวติ้งควอนตัมและความปลอดภัยของ AI แผนนี้ประกอบด้วยการลงทุน 10 พันล้านดอลลาร์ในระยะ 5 ปี เพื่าขยายการดำเนินงานคอมพิวติ้งควอนตัม และ 5 พันล้านดอลลาร์สำหรับ Project Lightwell ซึ่งเป็นโครงการความปลอดภัยของ AI สำหรับองค์กรที่พัฒนาร่วมกับ Red Hat และมีวิศวกร 20,000 คน IBM ได้มอบเงินลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ให้กับ Anderon ซึ่งเป็นโรงงานผลิตชิปควอนตัมแรกชนิดในสหรัฐอเมริกา และคาดว่าจะได้รับเงินเพิ่มอีก 1 พันล้านดอลลาร์จาก CHIPS Act บริษัทรายงานรายได้ต่อหุ้น (EPS) ไตรมาสที่ 1 ได้ 1.91 ดอลลาร์ ซึ่งเกินการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ไป 0.10 ดอลลาร์ ด้วยรายได้รวม 15.92 พันล้านดอลลาร์ — เพิ่มขึ้น 9.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน — และเพิ่มเงินปันผลประจำไตรมาสเป็น 1.69 ดอลลาร์ต่อหุ้น วอลสตรีทมีคะแนนความนิยมโดยรวมเป็น “Moderate Buy” สำหรับหุ้น IBM ด้วยราคาเป้าหมาย 294.41 ดอลลาร์; Wedbush ได้เพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 320 ดอลลาร์ พร้อมให้คะแนน Outperform (SeaPRwire) -   หุ้น IBM เปิดตลาดที่ 298.26 ดอลลาร์ในวันศุกร์ เพิ่มขึ้น 18.79% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากบริษัทประกาศแพ็คเกจการลงทุนครอบคลุมทุกด้านจำนวน 15 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งครอบคลุมคอมพิวติ้งควอนตัมและความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI International Business Machines Corporation, IBM จุดสำคัญของแผนนี้คือการมอบเงินลงทุน 10 พันล้านดอลลาร์ในระยะ 5 ปี เพื่าขยายการดำเนินงานคอมพิวติ้งควอนตัม ซึ่งจะมาพร้อมกับเงินลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์สำหรับ Project Lightwell ซึ่งเป็นโครงการความปลอดภัยสำหรับองค์กรใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ Red Hat Project Lightwell จะมีวิศวกร 20,000 คนทำงานเพื่อช่วยองค์กรขนาดใหญ่ — รวมถึงธนาคารใหญ่ของสหรัฐอเมริกา — ค้นหาและแก้ไขจุดอ่อนในซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ซีอีโอ Arvind Krishna ชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของโมเดล AI ที่มีประสิทธิภาพเป็นภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นสำหรับบริษัทที่พึ่งพารหัสโอเพ่นซอร์ส ทำให้ความปลอดภัยระดับซอฟต์แวร์มีความเร่งด่วนมากขึ้น การพัฒนาคอมพิวติ้งควอนตัมไม่จำกัดเพียงซอฟต์แวร์เท่านั้น IBM ได้มอบเงินลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ให้กับ Anderon ซึ่งเป็นโรงงานผลิตชิปควอนตัมที่มีเจตนารับเฉพาะ ซึ่งจะเป็นโรงงานแรกชนิดในสหรัฐอเมริกา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกาคาดว่าจะมีส่วนร่วมเงินเพิ่มอีก 1 พันล้านดอลลาร์ผ่าน CHIPS Act IBM ได้ดำเนินการระบบควอนตัมมากกว่า 90 ระบบแล้ว และมีเครือข่ายพันธมิตรขนาดใหญ่ ทำให้โรงงานผลิต Anderon สามารถเสริมการผลิตโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วของบริษัท ฝ่ายบริหารได้ยืนยันวิวสถานะปี 2026 สำหรับการเติบโตรายได้และกระแสเงินสดอย่างเสถียร ซึ่งทำให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่าการลงทุนใหม่จะถูกเพิ่มเข้าไปบนพื้นฐานที่เสถียร ไม่ใช่แทนที่พื้นฐานเดิม ผลประกอบการล่าสุดสนับสนุนเรื่องราวนี้ ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของ IBM สนับสนุนเรื่องราวนี้ บริษัทรายงานรายได้ต่อหุ้น 1.91 ดอลลาร์สำหรับไตรมาสที่ 1 เกินการคาดการณ์โดยรวมของนักวิเคราะห์ 1.81 ดอลลาร์ไป 0.10 ดอลลาร์ รายได้รวมอยู่ที่ 15.92 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเกินการคาดการณ์ 15.60 พันล้านดอลลาร์ และเพิ่มขึ้น 9.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน อัตราความกำไรสุทธิอยู่ที่ 15.61% และอัตราผลตอบแทนต่อทุนหมุนเวียนอยู่ที่ 37.23% นักวิเคราะห์คาดการณ์รายได้ต่อหุ้นเต็มปีไว้ที่ 12.40 ดอลลาร์ IBM ยังได้เพิ่มเงินปันผลประจำไตรมาสเป็น 1.69 ดอลลาร์ต่อหุ้น จากเดิม 1.68 ดอลลาร์ ซึ่งจะชำระในวันที่ 10 มิถุนายน เงินปันผลต่อปี 6.76 ดอลลาร์ มีอัตราผลตอบแทน 2.3% เมื่อเทียบกับราคาปัจจุบัน ความสนใจจากสถาบันการลงทุนและการเปลี่ยนแปลงจากนักวิเคราะห์ นักลงทุนสถาบันหลายแห่งได้เปิดตำแหน่งใหม่ในหุ้น IBM ในไตรมาสล่าสุด Core Wealth Advisors LLC ซื้อ 4,576 หน่วย ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1.355 ล้านดอลลาร์ ทำให้หุ้น IBM เป็นการถือครองที่ 15 ของบริษัท นี้ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 0.8% ของพอร์ตโฟลิโอของพวกเขา นักลงทุนอื่นๆ เช่น Basepoint Wealth, Family CFO Inc., Joseph Group Capital Management ก็ได้เปิดตำแหน่งที่น้อยกว่าด้วย การถือครองของสถาบันการลงทุนอยู่ที่ 58.96% จากด้านนักวิเคราะห์ Wedbush ได้ยืนยันคะแนน Outperform และเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 320 ดอลลาร์ ความนิยมโดยรวมของวอลสตรีทคือ “Moderate Buy” ด้วยราคาเป้าหมายเฉลี่ย 294.41 ดอลลาร์ ช่วงราคาของหุ้น IBM ใน 52 สัปดาห์อยู่ระหว่าง 212.34 ถึง 324.90 ดอลลาร์ โดยค่าเฉลี่ยการเคลื่อนที่ของราคาใน 50 วันอยู่ที่ 240.16 ดอลลาร์ ก่อนการเคลื่อนไหวในสัปดาห์นี้บทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม

หุ้น Nvidia (NVDA) มองหาตลาดคอมพิวเตอร์ AI ด้วยการเปิดตัว Microsoft Windows

TLDR คาดว่า Nvidia และ Microsoft จะเปิดตัว Windows PC เครื่องแรกที่ใช้เซิร์ฟเวอร์จาก Nvidia ภายในสัปดาห์หน้า การเปิดตัวนี้เชื่อมโยงกับงาน Computex ในไต้หวันและการประชุม Build ของ Microsoft ในซานฟรานซิสโก แบรนด์ Surface ของ Microsoft และ Dell คือหนึ่งในผู้เสนอเครื่องจักรที่ใช้ Nvidia รายแรก คาดว่า Microsoft จะเปิดเผยซอฟต์แวร์ที่อนุญาตให้ AI agents ทำงานในเครื่องในพื้นที่บนอุปกรณ์ Windows NVDA ปิดตลาดลง 1.45% ในวันศุกร์ที่ราคา $211.14 (SeaPRwire) -   ตามรายงานของ Axios คาดว่า Nvidia และ Microsoft จะเปิดเผย Windows PC เครื่องแรกที่ใช้เซิร์ฟเวอร์จาก Nvidia เป็นเซิร์ฟเวอร์หลักภายในสัปดาห์หน้า Axios รายงานว่า $NVDA และ Microsoft $MSFT คาดว่าจะเปิดเผยคอมพิวเตอร์ Windows เครื่องแรกที่ใช้เซิร์ฟเวอร์จาก Nvidia เป็นเซิร์ฟเวอร์หลัก การเปิดตัวนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นที่ Computex ในไต้หวันและ Microsoft Build ในซานฟรานซิสโก อุปกรณ์เหล่านี้คาดว่าจะมาจาก Microsoft Surface และ Dell.… pic.twitter.com/ut9c39Iwae — Wall St Engine (@wallstengine) May 31, 2026 การประกาศนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นรอบๆ งานประชุมสำคัญสองงาน: งาน Computex ในไต้หวันและการประชุม Build ของ Microsoft ในซานฟรานซิสโก แนว Microsoft Surface คาดว่าจะเป็นหนึ่งในอุปกรณ์เครื่องแรกที่มีฮาร์ดแวร์ที่ใช้ Nvidia รองรับ โดย Dell ยังถูกเรียกชื่อว่าเป็นพาร์ทเนอร์รายแรกในการเปิดตัว NVIDIA Corporation, NVDA NVDA ปิดตลาดวันศุกร์ที่ราคา $211.14 ลง 1.45% Nvidia เข้าสู่ดินแดน PC ตลาดเซิร์ฟเวอร์ PC ยาวนานแล้วถูกครองงานโดย Intel และ AMD โดย Qualcomm ทำการเข้ามาในช่วงหลังผ่านเซิร์ฟเวอร์ Arm-based สำหรับแล็ปท็อป Windows การเข้ามาของ Nvidia จะเพิ่มคู่แข่งรายใหญ่อีกรายในพื้นที่ที่แข่งขันกัน โดยเซิร์ฟเวอร์ M-series ของ Apple ได้ตั้งมาตรฐานสูงสำหรับการใช้งานแบตเตอร์รี่และประสิทธิภาพ AI ในพื้นที่ในรายการ MacBook ของพวกเขาแล้ว การเปลี่ยนแปลงของ Nvidia ที่รายงานมานี้เกิดขึ้นขณะที่ Microsoft กำลังมองหาเซิร์ฟเวอร์ที่สามารถส่งมอบความสามารถ AI ในพื้นที่ที่แข็งแกร่งพร้อมกับประสิทธิภาพที่ดีขึ้น คาดว่า Microsoft จะเปิดตัวซอฟต์แวร์ที่อนุญาตให้ AI agents ทำงานโดยตรงบนเครื่อง Windows แทนการพึ่งพาการประมวลผลในเครื่องคลาวด์ รายละเอียดนี้เชื่อมโยงการเปิดตัวฮาร์ดแวร์กับการเปลี่ยนแปลงที่กว้างขึ้นไปสู่การคำนวณ AI ในพื้นที่บนแล็ปท็อปและเดสก์ท็อป สิ่งที่ตัวเลขบอก ตามข้อมูลของ GuruFocus ราคาปัจจุบันของ Nvidia ที่ $211.14 อยู่ต่ำกว่ามากกว่าการประเมิน GF Value ที่ $334.32 ซึ่งชี้ให้เห็นถึงส่วนลดที่เป็นไปได้ประมาณ 36.8% อัตราส่วน P/E ของหุ้นอยู่ที่ 32.33x ซึ่งต่ำกว่ามากกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีของ 60.92x ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการประเมินราคาที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประวัติของมันเอง GuruFocus ให้คะแนน GF Score 96 จาก 100 ให้กับ NVDA โดยได้คะแนนสูงสุดในด้านกำไร การเติบโต และแรงขับเคลื่อน ความแข็งแกร่งทางการเงินของมันได้รับการจัดอันดับ 9 จาก 10 พื้นที่ที่อ่อนแอที่สุดคือการประเมินราคา ซึ่งได้รับการจัดอันดับ 4 จาก 10 โดย GuruFocus ระบุว่าเป็น "Possible Value Trap" กิจกรรมของผู้ถือหุ้นภายในในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ามีการขายหุ้นจำนวน $163.9 ล้านโดยผู้ถือหุ้นภายใน ซึ่งคุ้มค่าที่จะติดตาม Nvidia มีตำแหน่งที่โดดเด่นอยู่แล้วในตลาดตัวเร่ง AI ในศูนย์ข้อมูล การเคลื่อนไหวเข้าสู่ Windows PC จะเปิดหน้าใหม่ในธุรกิจฮาร์ดแวร์ของมัน งานประชุม Computex และ Build คาดว่าจะนำเสนอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่อยู่เบื้องหลังพวกมันบทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม

SpaceX ได้รับสัญญา worth $4.16 พันล้านจากกองทัพอวกาศสหรัฐฯ สำหรับดาวเทียมตรวจจับภัยคุกคาม

TLDR กองทัพอวกาศสหรัฐฯ มอบสัญญามูลค่า 4.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ SpaceX เพื่อสร้างดาวเทียมตรวจจับภัยคุกคามจากอวกาศ โครงการนี้มีชื่อว่า SB-AMTI ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อติดตามภัยคุกคามทางอากาศ เช่น ขีปนาวุธ จากอวกาศ นอกจากนี้ SpaceX ยังได้รับสัญญาด้านการสื่อสารต่างหากจากกองทัพอวกาศมูลค่า 2.29 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อต้นสัปดาห์นี้ กลุ่มดาวเทียมนี้คาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ภายในปี 2028 SpaceX กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ในเดือนมิถุนายน โดยมีมูลค่าประเมินสูงกว่า 1.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (SeaPRwire) -   SpaceX ได้รับสัญญามูลค่า 4.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทัพอวกาศสหรัฐฯ สำหรับโครงการดาวเทียมใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อตรวจจับและติดตามภัยคุกคามทางอากาศ กองทัพอวกาศสหรัฐฯ เพิ่งประกาศว่าได้มอบสัญญามูลค่า 4.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ @SpaceX เพื่อสร้างกลุ่มดาวเทียมที่สามารถติดตามเครื่องบิน ขีปนาวุธร่อน และภัยคุกคามทางอากาศทั่วโลกจากวงโคจร ซึ่งเป็นโครงการสำหรับ “Space-Based Airborne Moving Target Indicator… pic.twitter.com/ppsjFrGiJm — Sawyer Merritt (@SawyerMerritt) May 29, 2026 โครงการนี้มีชื่อว่า Space-Based Advanced Moving Target Indicator หรือ SB-AMTI โดยจะใช้เครือข่ายดาวเทียม ระบบภาคพื้นดิน และการสื่อสารที่ปลอดภัย เพื่อช่วยให้กองทัพสหรัฐฯ มีความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามในอากาศที่ดียิ่งขึ้น สิ่งที่ดาวเทียมจะทำ ดาวเทียมเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตรวจจับขีปนาวุธและอาวุธทางอากาศอื่น ๆ ที่สามารถหลบเลี่ยงระบบตรวจจับแบบดั้งเดิมได้ ฝ่ายตรงข้ามได้พัฒนาระบบโจมตีที่ก้าวหน้ามากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดโครงการนี้ พันเอก ไรอัน เฟรเซอร์ (Col. Ryan Frazier) รักษาการผู้บริหารฝ่ายจัดหาพอร์ตโฟลิโอของกองทัพอวกาศ กล่าวว่าโครงการนี้ช่วยให้กองทัพมี "ความตระหนักรู้ในสมรภูมิอย่างต่อเนื่องในน่านฟ้าที่มีการแย่งชิง" คาดว่ากลุ่มดาวเทียมดังกล่าวจะถูกส่งขึ้นสู่อวกาศภายในปี 2028 ทางกองทัพอวกาศระบุว่าจะมีการมอบสัญญาเพิ่มเติมให้กับบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่มบริษัทคู่สัญญา (vendor pool) ในช่วงปีหน้า โครงการ SB-AMTI เป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มการป้องกันขีปนาวุธ Golden Dome ของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งปัจจุบันคาดว่าโครงการดังกล่าวจะมีมูลค่าสูงถึง 1.85 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากตัวเลขก่อนหน้านี้ เพื่อเร่งขีดความสามารถด้านอวกาศ ธุรกิจภาครัฐที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของ SpaceX นี่เป็นสัญญากองทัพอวกาศขนาดใหญ่ฉบับที่สองที่ SpaceX ได้รับในสัปดาห์นี้ โดยก่อนหน้านี้ บริษัทได้รับข้อตกลงมูลค่า 2.29 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้างเครือข่ายการสื่อสารผ่านดาวเทียมที่ปลอดภัย ซึ่งเชื่อมต่อเซ็นเซอร์ทางทหารและแพลตฟอร์มอาวุธทั่วโลก เมื่อรวมกันแล้ว ทั้งสองสัญญาคิดเป็นมูลค่างานใหม่จากรัฐบาลมากกว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับ SpaceX ในเวลาเพียงไม่กี่วัน ปัจจุบัน SpaceX มีรายได้ส่วนใหญ่มาจาก Starlink ซึ่งเป็นบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม นักวิเคราะห์กล่าวว่าสัญญาทางทหารใหม่เหล่านี้ช่วยกระจายฐานรายได้ดังกล่าว สัญญาเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะที่ SpaceX กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2026 โดยบริษัทตั้งเป้ามูลค่ากิจการไว้ที่มากกว่า 1.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะทำให้เป็นการเปิดตัวในตลาดสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ กองทัพอวกาศอธิบายว่าการมอบสัญญา SB-AMTI นี้เป็นสัญญา "เริ่มต้น" และจะมีสัญญาอื่น ๆ ตามมาอีก โดยมีบริษัทอื่น ๆ อีกหลายแห่งที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทคู่สัญญาสำหรับโครงการนี้เช่นกัน SpaceX ก่อตั้งโดย อีลอน มัสก์ และได้เติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาที่มีบทบาทมากที่สุดสำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ ในภาคส่วนอวกาศ โครงการ Golden Dome ซึ่งดาวเทียมเหล่านี้จะเข้าไปสนับสนุนนั้น ยังรวมถึงระบบสกัดกั้นภาคพื้นดิน เซ็นเซอร์เพิ่มเติม และระบบบัญชาการ ควบคู่ไปกับระบบปฏิบัติการบนอวกาศ ยังไม่มีการประกาศกำหนดการปล่อยดาวเทียม SB-AMTI แต่อย่างใด โดยกองทัพอวกาศระบุว่าเป้าหมายคือการมีขีดความสามารถในการปฏิบัติงานขั้นต้นภายในปี 2028 เพื่อปิดสิ่งที่เรียกว่า "จุดบอดในการปฏิบัติงาน"บทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม
ข่าว 

บิทคอยน์ (BTC) ราคา: สัญญาณซื้อได้รับการยืนยัน – กيّกใช้จำเป็นต้องผ่านการทะลุสำคัญเพื่อเปลี่ยนทิศทางของตลาดให้เป็นบวก

TLDR Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 73,800 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 3% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ Michael van de Poppe กล่าวว่าโซน 71K เป็นแนวรับที่สำคัญ การยืนได้อาจผลักดัน BTC ไปสู่ 76,600 ดอลลาร์ Spot Bitcoin ETF มีการไหลออกติดต่อกัน 10 วัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.97 พันล้านดอลลาร์ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม นักเศรษฐศาสตร์ Timothy Peterson กล่าวว่า Bitcoin อาจค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อน แต่จะถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม นักวิเคราะห์ Ali Charts ชี้ให้เห็นสัญญาณซื้อ TD Sequential บน Bitcoin บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวที่เป็นไปได้สู่ 75,000 ดอลลาร์ (SeaPRwire) -   Bitcoin ซื้อขายใกล้ 73,800 ดอลลาร์ หลังจากร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเจ็ดสัปดาห์ที่ประมาณ 72,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นสัปดาห์นี้ การลดลงเกิดขึ้นเนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านส่งผลกระทบต่อความต้องการความเสี่ยง ปัจจุบันสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีมูลค่าลดลงประมาณ 3% ในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา ราคา Bitcoin (BTC) ราคาได้ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดของปีที่ 60,000 ดอลลาร์ที่ทำได้ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่ยังคงมีคำถามว่าระดับต่ำสุดนั้นเป็นจุดต่ำสุดของวัฏจักรหรือไม่ หรือเป็นเพียงการหยุดพักก่อนที่จะลดลงอีก นักวิเคราะห์ Michael van de Poppe ผู้ก่อตั้ง MN Trading Capital กล่าวว่า Bitcoin อยู่ที่ "ระดับสำคัญ" เขากล่าวว่าหากโซน 71,000 ดอลลาร์ไม่สามารถยืนหยัดเป็นแนวรับได้ ผู้ซื้ออาจต้องเผชิญกับราคาต่ำกว่า 65,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าสถานการณ์นี้แตกต่างจากการแตกหักในเดือนกุมภาพันธ์ #Bitcoin is at a pivotal level, and if it doesn't hold, we're buying at <$65K. I don't think we'll see new lows. That would put Bitcoin beneath $61K and that's where the 200-Day MA is at, doesn't make sense to go deeper as it doesn't happy in any market cycle. However, this… pic.twitter.com/oen6ADaqft — Michaël van de Poppe (@CryptoMichNL) May 30, 2026 Van de Poppe กล่าวเสริมว่าหากระดับปัจจุบันยังคงอยู่ Bitcoin อาจทะลุไปสู่ 76,600 ดอลลาร์ เขากล่าวว่าผลลัพธ์ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะกระตุ้นให้เกิดการชุมนุมของ altcoin ที่กว้างขึ้น การไหลออกของ ETF บ่งชี้ถึงแรงกดดันของตลาด Spot Bitcoin ETF ได้บันทึกการไหลออกติดต่อกันเป็นวันที่สิบของการซื้อขาย มูลค่าการไถ่ถอนสุทธิรวมเกิน 2.97 พันล้านดอลลาร์ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม สินทรัพย์ ETF ทั้งหมดลดลงจาก 104.29 พันล้านดอลลาร์ เป็น 94.17 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาเดียวกัน Crypto ETF Flows — May 26–29th $BTC: -$1.42B$ETH: -$242M$SOL: +$1M Bitcoin and Ethereum funds saw heavy outflows, but Solana quietly held up better than the majors pic.twitter.com/D9eFbPsEvm — CoinCentral (@realcoincentral) May 31, 2026 บริษัทวิเคราะห์คริปโต Santiment Intelligence ตั้งข้อสังเกตว่าการไหลออกของ ETF อย่างต่อเนื่องอาจบ่งชี้ว่าตลาดกำลังเข้าใกล้จุดต่ำสุด นักวิเคราะห์ Ali Charts โพสต์บน X ว่า Bitcoin เพิ่งเปิดใช้งานสัญญาณซื้อ TD Sequential โดยระบุว่า "ผมคิดว่าการฟื้นตัวสู่ 75,000 ดอลลาร์อาจเกิดขึ้นได้" Bitcoin $BTC just got a TD Sequential buy signal. I think a rebound toward $75,000 could be in the cards. https://t.co/wfcCrStSPU pic.twitter.com/Xu19c4EEqs — Ali Charts (@alicharts) May 30, 2026 เทรดเดอร์ Daan Crypto Trades อีกคนหนึ่งก็ตั้งข้อสังเกตบน X ว่าระดับ 74,200 ดอลลาร์เป็นระดับสำคัญสำหรับกระทิงที่จะกลับมาครอง ในขณะที่ 72,700 ดอลลาร์ต้องยืนหยัดในฝั่งขาลง $BTC Trading at its bull market support band after a failed retest the past few weeks. The Weekly 200MA & EMA are still moving up and closing in on price as well. With all these big high timeframe weekly levels around this area, I would not be surprised to see us trade between… pic.twitter.com/8FKPjNeO1V — Daan Crypto Trades (@DaanCrypto) May 30, 2026 กรณีหมีก็ยังคงอยู่ ไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อว่าได้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว Peter Brandt เทรดเดอร์รุ่นเก๋าเคยกล่าวไว้ในเดือนมีนาคมว่า 60,000 ดอลลาร์อาจไม่ใช่จุดต่ำสุดของปี โดยคาดการณ์ว่า Bitcoin อาจทดสอบซ้ำหรือต่ำกว่าระดับนั้นเล็กน้อยในเดือนกันยายนหรือตุลาคม Ki Young Ju ซีอีโอของ CryptoQuant เตือนว่าแนวโน้มขาลงในปัจจุบันของ Bitcoin อาจยืดเยื้อไปจนถึงต้นปี 2027 เขากล่าวว่าวัฏจักรการทำกำไรในอดีตมักนำไปสู่ผลตอบแทนที่อ่อนแอลงประมาณ 18 เดือนก่อนที่จะมีการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน เขากล่าวว่าระยะเวลาขาลงเริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม 2025 เมื่อนักลงทุนล็อกกำไรจากการชุมนุมก่อนหน้านี้ นักเศรษฐศาสตร์ Timothy Peterson กล่าวว่า Bitcoin อาจค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อน แต่กล่าวว่ากำไรจะ "ค่อนข้างซบเซา" และราคาอาจถึงจุดสูงสุดในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม ตัวชี้วัด Bull-Bear Cycle Indicator ของ CryptoQuant ได้เปลี่ยนเป็นบวกเมื่อต้นเดือนนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ปัจจุบัน Bitcoin ยืนอยู่เหนือระดับแนวรับ 72,700 ดอลลาร์ที่นักวิเคราะห์ Daan Crypto Trades ระบุว่าเป็นระดับสำคัญที่ต้องจับตาดูบทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม

ลัมมิสกล่าวว่า หากรัฐสภาพลาดช่องว่างนี้ในช่วงฤดูร้อน จีนอาจจะกำหนดกฎของคริปโต

TLDR Galaxy Digital ซีอีโอ Mike Novogratz กล่าวว่า มิถุนายนเป็นเดือนสำคัญสำหรับ CLARITY Act เรียกร้องว่า "เดี๋ยวนี้หรือไม่ต้อง" Senator Lummis เตือนว่า โอกาสถัดไปในการผ่านกฎหมายด้านคริปโตอาจไม่เกิดขึ้นอีกจนถึงปี 2030 JPMorgan ซีอีโอ Jamie Dimon กล่าวว่า ธนาคารจะต่อสู้กับร่างกฎหมายนี้อย่างแข็งขันเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินฝากและกฎ AML Treasury Secretary Scott Bessent ขอให้รัฐสภาดำเนินการตามร่างกฎหมาย ทำให้โอกาสการอนุมัติของ Polymarket เพิ่มขึ้นเป็น 60% ร่างกฎหมายเผชิญกับวาระที่แน่นของวุฒิสภาร่วมกับการเจรจาคืนดีทางการเงิน FISA และแพ็คเกจที่อยู่อาศัย (SeaPRwire) -   CLARITY Act ซึ่งเป็นร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตกำลังเข้าสู่ช่วงสัปดาห์สุดท้ายที่อาจเป็นไปได้ในวุฒิสภาระยะเวลาปัจจุบัน นักกฎหมาย ผู้นำอุตสาหกรรม และทำเนียบขาวต่างกดดันให้มีการลงคะแนนเสียงในวุฒิสภาก่อนการพักผ่อนช่วงฤดูร้อน มิถุนายนเป็นช่วงเวลา — และช่วงแคบ Mike Novogratz ซีอีโอของ Galaxy Digital กล่าวอย่างชัดเจนบน X: "มิถุนายนเป็นเดือน 'Clarity' มันคือเดี๋ยวนี้หรือไม่ต้อง" June is “Clarity” month. It’s literally now or never. — Mike Novogratz (@novogratz) May 30, 2026 วุฒิสภามีเวลาทำงาน 4 สัปดาห์ในมิถุนายนและเพียง 3 สัปดาห์ในกรกฎาคมก่อนการพักผ่อนช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คับแคบสำหรับร่างกฎหมายที่ยังคงต้องการการลงคะแนนเสียงในวุฒิสภาครั้งเต็มที่ จากนั้นจึงต้องลงคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรก่อนที่จะส่งไปยังโต๊ะของประธานาธิบดี Senate Majority Leader John Thune ได้บอกกับนักการเมืองพรรครีพับลิกันเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าพวกเขาจะไม่เสร็จสิ้นแพ็คเกจคืนดีทางการเงินในเดือนนี้ หมายความว่า CLARITY Act จะต้องแข่งขันกับการเจรจาคืนดีทางการเงิน ปัญหาของ FISA และแพ็คเกจที่อยู่อาศัย นักข่าวคริปโต Eleanor Terrett กล่าวว่าเส้นทางของร่างกฎหมาย "เพิ่งยากขึ้น" Lummis เตือนถึงจีน ปี 2030 และช่องโหว่ทางกฎหมาย Senator Cynthia Lummis เป็นผู้สนับสนุนร่างกฎหมายที่ดังที่สุด เธอกล่าวว่าหากสหรัฐไม่ผ่าน CLARITY Act ประเทศอื่นจะตั้งกฎสำหรับยุคการเงินถัดไป If the United States doesn't establish the global standard for digital asset regulation, someone else will. China is not waiting. The Clarity Act is how America leads — and how we ensure our adversaries don't write the rules of the next financial era. — Senator Cynthia Lummis (@SenLummis) May 30, 2026 "China is not waiting," เธอเขียนบน X Lummis กล่าวว่าการล้มเหลวในปีนี้จะทำให้โอกาสถัดไปเกิดขึ้นในปี 2030 เธอเตือนว่าจนกว่าจะถึงเวลานั้น นักพัฒนาคริปโตจะยังคงไม่มีการคุ้มครองทางกฎหมายและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจะไม่มีเครื่องมือในการไล่ล่าผู้กระทำผิด Senate Banking Committee ได้ดำเนินการตามร่างกฎหมายในเดือนพฤษภาคมด้วยคะแนนเสียงเสียงข้างมาก 15-9 ทางฝ่ายเดียวกัน ซึ่งเป็นชัยชนะ แต่เป็นเพียงขั้นตอนเดียวในกระบวนการที่ยาวนาน ธนาคารกำลังผลักดันกลับ เส้นทางของร่างกฎหมายไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการจัดตารางเวลา JPMorgan ซีอีโอ Jamie Dimon กล่าวว่าธนาคารจะต่อต้านร่างกฎหมายในรูปแบบปัจจุบัน ข้อคัดค้านของเขามุ่งเน้นที่สองประการ ประการแรก ร่างกฎหมายอนุญาตให้บริษัทคริปโตจ่ายดอกเบี้ยบนเงินฝากของผู้ใช้ ประการที่สอง เขากล่าวว่าบริษัทคริปโตไม่ได้รับการปฏิบัติตามมาตรฐานการต่อต้านการฟอกเงินและการรักษาทุนของธนาคารเทียบเท่ากับธนาคาร "ธนาคารจะไม่ยอมรับมันในลักษณะนั้น" Dimon กล่าว เขาได้แสดงความชัดเจนต่อความพยายามในการล็อบบี้ของ Brian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase: "ไม่มีใครจะโค้งคำนับให้กับคนหรือบริษัทนี้" สถานการณ์ปัจจุบัน Treasury Secretary Scott Bessent ได้ขอให้วุฒิสภาทั้งสองสภาดำเนินการตามร่างกฎหมาย หลังจากคำกล่าวของเขา ความน่าจะเป็นในการผ่าน CLARITY Act ของ Polymarket เพิ่มขึ้นเป็น 60% Senator Lummis ยังเชื่อมโยงร่างกฎหมายกับยุทธศาสตร์คริปโตที่กว้างขึ้นของประธานาธิบดีทรัมป์ ขอให้นักกฎหมายส่งมันไปยังโต๊ะของเขา สัปดาห์ถัดไปจะแสดงให้เห็นว่าวุฒิสภาสามารถหาช่วงเวลาในการลงคะแนนเสียงเพื่อดำเนินการได้หรือไม่บทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม

หุ้น Tesla (TSLA) ขอขยายช่วงชนะต่อเนื่องขณะที่ยอดขายในยุโรปฟื้นตัวและความเสี่ยงของ FSD ยังคงอยู่

สรุป; Tesla ขยายการปรับตัวขึ้นเนื่องจากยอดขายในยุโรปฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในแนวโน้มการฟื้นตัวของอุปสงค์ในระยะใกล้ หุ้นปรับตัวขึ้นแม้จะยังคงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของ Full Self-Driving กฎระเบียบ และโอกาสในการสร้างรายได้จากระบบขับขี่อัตโนมัติในระยะยาว การแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปรุนแรงขึ้นเมื่อ BYD ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ท้าทายโมเมนตัมที่ Tesla ได้รับกลับคืนมาในตลาดสำคัญ นักลงทุนชั่งน้ำหนักระหว่างสัญญาณการฟื้นตัวของการส่งมอบที่แข็งแกร่งกับช่องว่างในการผลิตและความเสี่ยงด้านระบบขับขี่อัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข (SeaPRwire) -   หุ้น Tesla ยังคงมีโมเมนตัมขาขึ้นในวันพฤหัสบดี ขยายการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องหลายช่วงการซื้อขาย เนื่องจากนักลงทุนให้ความสำคัญกับอุปสงค์ในยุโรปที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ส่วนใหญ่เพิกเฉยต่อความกังวลที่เกิดขึ้นใหม่เกี่ยวกับเทคโนโลยี Full Self-Driving (FSD) หุ้นเพิ่มขึ้น 0.4% สู่ระดับ 442.10 ดอลลาร์ นับเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่หก และตอกย้ำแนวโน้มขาขึ้นในระยะสั้น แม้จะยังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเรื่องราวระบบขับขี่อัตโนมัติระยะยาวของ Tesla กิจกรรมการซื้อขายแสดงให้เห็นช่วงที่ค่อนข้างแคบระหว่าง 432.66 ดอลลาร์ถึง 443.95 ดอลลาร์ โดยมูลค่าตลาดของ Tesla อยู่ที่ประมาณ 1.56 ล้านล้านดอลลาร์ ตลาดหุ้นโดยรวมยังสนับสนุนความเชื่อมั่น เนื่องจาก S&P 500 และ Nasdaq ทำสถิติสูงสุดใหม่ ท่ามกลางความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนที่ยังคงแข็งแกร่ง อุปสงค์ในยุโรปหนุนโมเมนตัม ความแข็งแกร่งล่าสุดของ Tesla มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสัญญาณการฟื้นตัวในยุโรป ซึ่งการจดทะเบียนรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 46.5% ในเดือนเมษายนทั่วทั้งภูมิภาค EU, UK และ EFTA การเพิ่มขึ้นเป็น 10,654 คัน ถือเป็นการพลิกฟื้นที่น่าสังเกตหลังจากช่วงเวลาที่อ่อนแอในภูมิภาค ซึ่งการแข่งขันและปัจจัยลบของแบรนด์ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประสิทธิภาพ Tesla, Inc., TSLA การฟื้นตัวนี้ได้ให้แรงหนุนทางจิตวิทยาที่สำคัญแก่นักลงทุน บ่งชี้ว่า Tesla อาจกำลังมีเสถียรภาพในหนึ่งในตลาดต่างประเทศที่มีการแข่งขันสูงที่สุด อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังคงถูกทดสอบโดยคู่แข่งที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะ BYD ซึ่งเพิ่มการจดทะเบียนในยุโรปมากกว่าสองเท่าเป็น 27,008 คันในช่วงเวลาเดียวกัน โดยยังคงรักษาความเป็นผู้นำที่ชัดเจน การแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น แม้ว่าตัวเลขของ Tesla ในยุโรปจะดีขึ้น แต่ภาพรวมการแข่งขันโดยรวมยังคงแออัดมากขึ้น ข้อมูลอุตสาหกรรมแสดงให้เห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (battery-electric vehicles) ยังคงเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดทั่วยุโรป โดยคิดเป็น 19.7% ของการจดทะเบียนใหม่ในช่วงสี่เดือนแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้นจาก 15.3% ในปีก่อนหน้า การเปลี่ยนแปลงนี้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในตลาดรถยนต์ แต่ยังเน้นย้ำถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อ Tesla ในการปกป้องตำแหน่งของตน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ BYD โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งสัญญาณว่า Tesla ไม่ใช่ผู้นำการเติบโตที่โดดเด่นในตลาด EV ระหว่างประเทศอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ผลิตจีนขยายขนาดอย่างรวดเร็วทั่วยุโรป ในขณะเดียวกัน ความไม่สอดคล้องกันระหว่างการผลิตและการส่งมอบของ Tesla ยังคงเป็นข้อกังวล บริษัทรายงานการผลิตรถยนต์กว่า 408,000 คันในไตรมาสแรก ขณะที่ส่งมอบประมาณ 358,000 คัน ทำให้เกิดช่องว่างของสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรหากอุปสงค์ไม่ตามทัน การตรวจสอบ FSD กลับมาเป็นประเด็นสำคัญ แม้ว่าโมเมนตัมยอดขายจะดีขึ้น แต่เรื่องราวการประเมินมูลค่าระยะยาวของ Tesla ยังคงขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี Full Self-Driving และความทะเยอทะยานด้านระบบขับขี่อัตโนมัติที่กว้างขึ้น บริษัททำการตลาด FSD (Supervised) เป็นระบบช่วยขับขี่ที่ต้องมีการกำกับดูแลจากมนุษย์อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะยังห่างไกลจากความสามารถในการขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ข้อสงสัยเกี่ยวกับระบบได้กลับมาอีกครั้ง รายงานที่อ้างถึงอดีตพนักงานและนักวิจัยด้านความปลอดภัยได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับวิธีที่ Tesla ประเมินและสื่อสารประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญบางคนโต้แย้งว่าการเปรียบเทียบระหว่างรถยนต์ Tesla รุ่นใหม่กับรถยนต์รุ่นเก่าอาจประเมินการปรับปรุงความปลอดภัยสูงเกินไป เนื่องจากการพัฒนาทางวิศวกรรมยานยนต์ตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป สำหรับตอนนี้ เรื่องราวของตลาดแบ่งออกเป็นสองส่วน การฟื้นตัวของยุโรปและความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นเกี่ยวกับการส่งมอบกำลังให้การสนับสนุน ในขณะที่คำถามที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเกี่ยวกับ Full Self-Driving ยังคงจำกัดความกระตือรือร้น ผลลัพธ์คือหุ้นที่กำลังปรับตัวขึ้น แต่ยังคงซื้อขายด้วยความระมัดระวังที่ชัดเจนอยู่เบื้องล่างบทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม
ข่าว 

การคาดการณ์ราคา Ripple (XRP) กระตุ้นความสนใจใหม่ต่อ Ruvi AI (RUVI) ในขณะที่เทรดเดอร์ตามล่าหาโอกาสในการลงทุนเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น

(SeaPRwire) -   Ripple ยืนยันในสัปดาห์นี้ว่าได้ดำเนินการทดลองธุรกรรมสำคัญที่เชื่อมต่อ XRP Ledger กับระบบการชำระเงินระหว่างธนาคาร โดยมี Ondo, Kinexys by JPMorgan และ Mastercard ร่วมเข้าร่วมกับ Ripple XRP อัตราการซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 1.32 ดอลลาร์ มีมูลค่าตลาดประมาณ 82.2 พันล้านดอลลาร์ และปริมาณการซื้อขายใน 24 ชั่วโมงถึง 5.91 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 86.8% ในวันและ 89% ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา  ในขณะที่นักเทรดศึกษาการคาดการณ์ราคาของ XRP ทุกอย่าง นักลงทุนบางคนก็หันมาสนใจ Ruvi AI (RUVI) แอปพลิเคชัน AI แบบกระจายศูนย์ ซึ่งรวมโมเดล AI มากกว่า 20 โมเดล และกำลังเปิดการขายโทเค็น 7 ระดับ ราคาจาก 0.020 ดอลลาร์  การคาดการณ์ราคาของ XRP ทำให้นักวิเคราะห์แบ่งแยกความคิดเห็นระหว่าง 1.50 ถึง 5 ดอลลาร์ การคาดการณ์ราคาของ XRP ในระยะใกล้ขึ้นอยู่กับเขตต้านทาน 1.45 ถึง 1.50 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับการขาดแผนที่นักวิเคราะห์กราฟติดตามอย่างใกล้ชิด Standard Chartered ได้เสนอเป้าหมายราคาหลายดอลลาร์ และการคาดการณ์ปลายปีจาก Wall Street ที่ 5 ดอลลาร์จะยังคงมีผลถ้าหากเงินเข้ามาใน ETF ยังคงต่อไป ในขณะที่แผนกนักวิเคราะห์ด้วยโมเดล AI ได้ให้ช่วงราคาปี 2026 จาก 1.40 ถึง 14 ดอลลาร์  การตรวจสอบความเป็นจริงของมูลค่าตลาดทำให้ความมั่งคั่งลดลง: เมื่อราคาอยู่ที่ 5 ดอลลาร์ มูลค่าของ XRP จะเข้าถึง 300 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่สินทรัพย์เพียงไม่กี่รายการที่สามารถคงอยู่ได้ การทดลองการชำระเงินนี้พิสูจน์ได้ว่าธนาคารจะยอมรับ Ledger นี้ แต่ค่าธรรมเนียมจะไปยังผู้ดำเนินการเครือข่ายและผู้ออกโทเค็น ไม่ใช่ผู้ถือ XRP เอง  เหตุผลที่ผู้ถือ XRP กำลังศึกษาการขายโทเค็น Ruvi นั่นคือเรื่องการเปลี่ยนทางลงทุน ธนาคารเชื่อมต่อกับ XRP Ledger และระบบ Mastercard แต่ค่าธรรมเนียการชำระเงินจะไปยังผู้ดำเนินการและผู้ออกโทเค็น ไม่ใช่โทเค็นที่อยู่ในกระเป๋าเงินของผู้ถือ Ruvi ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปิดช่องว่างนี้ ผู้มีส่วนร่วมทุกคนที่แก้ไข จัดอันดับ หรือปรับปรุงผลลัพธ์ภายในแอปพลิเคชัน AI จะได้รับ $RUVI ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการจัดสรร 1.25 พันล้านโทเค็นสำหรับระบบนิเวศและรางวัล  รายได้จากแพลตฟอร์มจะเข้าสู่การซื้อคืนในตลาดเปิดที่จะทำลายอุปสงค์บนเชนอย่างถาวรเมื่อการใช้งานเพิ่มขึ้น การ Staking จะเปิดใช้งานที่สิ้นสุดการขายก่อนการเปิดตัว XRP ให้ความสัมพันธ์กับระบบที่ไม่สามารถวัดได้ Ruvi จะจ่ายเงินให้ผู้ที่ฝึกฝนเครือข่ายของมัน  สัดส่วนการลงทุน 500 ดอลลาร์ใน Ruvi ผ่าน 7 ระดับการขาย Ruvi ดำเนินการขายโทเค็น 7 ระดับ ด้วยอุปสงค์ที่คงที่ 5 พันล้านโทเค็น ไม่สามารถทำโทเค็นเพิ่มได้ ไม่มีอัตราเงินเฟ้อ ระดับ 1 ที่ 0.010 ดอลลาร์และระดับ 2 ที่ 0.015 ดอลลาร์ขายหมดแล้ว และระดับ 3 ราคาที่ 0.020 ดอลลาร์ พร้อมระดับสุดท้ายที่ 0.070 ดอลลาร์ และเป้าหมายการจดทะเบียนที่ 0.10 ดอลลาร์ ซึ่งหมายถึงการเพิ่มค่าเป็น 5 เท่าจากจุดนี้ การลงทุน 500 ดอลลาร์ใน ระดับ 3 ที่ 0.020 ดอลลาร์ จะได้รับ 25,000 $RUVI  ในระดับสุดท้ายที่ 0.070 ดอลลาร์ สัดส่วนการลงทุนนี้จะมีมูลค่า 1,750 ดอลลาร์ เมื่อเป้าหมายการจดทะเบียนที่ 0.10 ดอลลาร์ จะมีมูลค่า 2,500 ดอลลาร์ และเมื่อราคาโทเค็นถึง 1 ดอลลาร์ จะมีมูลค่า 25,000 ดอลลาร์ ผู้ซื้อ VIP จะได้รับโบนัสสูงสุด 100% ที่ระดับ VIP 5 ด้วยการมีส่วนร่วม 500,000 $RUVI ซึ่งหมายถึงโทเค็นฟรี 500,000 โทเค็นก่อนการจดทะเบียน ผู้ซื้อขายก่อนการเปิดตัวจะได้รับ 100% ทันทีเมื่อเปิดตัว ไม่มีระยะรอหรือการจำกัดการขายทุกครั้ง และการซื้อทุกรายการสามารถตรวจสอบได้บนเชน ในขณะที่ผู้ถือ XRP กำลังดูค่าธรรมเนียการชำระเงินที่ผ่านไปจากโทเค็นของตน Ruvi กำลังส่งผลิตภัณฑ์ให้ผู้ถือมากกว่า 3,000 คนในปัจจุบัน  สรุป ข่าวสารเกี่ยวกับ XRP ยังคงอยู่ในวงจรที่ธนาคารยอมรับระบบที่โทเค็นไม่สามารถวัดหรือรับรายได้ได้ ทำให้สินทรัพย์อยู่ที่ประมาณ 1.32 ดอลลาร์ ในขณะที่ผู้ถือกำลังมองหาการรับรายได้จริง Ruvi ที่ 0.020 ดอลลาร์ มีผู้ถือมากกว่า 3,000 คน โมเดล AI มากกว่า 20 โมเดลที่ใช้งานจริง อุปสงค์ที่คงที่ 5 พันล้านโทเค็น และการจ่ายเงินให้ผู้มีส่วนร่วมด้วย $RUVI ไม่ต้องรอใคร และทุกระดับการขายที่ปิดจะทำให้ราคาสูงขึ้นอย่างถาวร ทำการตัดสินใจก่อนที่ระดับ 3 จะปิด และการเข้าร่วมวันนี้จะกลายเป็นระดับต่ำสุด  คำถามที่พบบ่อย การคาดการณ์ราคาของ XRP หลังจากการทดลองของ JPMorgan และ Mastercard คืออะไร? XRP อัตราการซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 1.32 ดอลลาร์ พร้อมเขต 1.45 ถึง 1.50 ดอลลาร์เป็นระดับการขาดแผนที่สำคัญ เป้าหมายของนักวิเคราะห์ตั้งแต่ 1.40 ถึงการคาดการณ์จาก Wall Street ที่ 5 ดอลลาร์ แม้ว่าเมื่อราคาอยู่ที่ 5 ดอลลาร์ มูลค่าตลาดของ XRP จะเข้าถึง 300 พันล้านดอลลาร์  เหตุผลที่ผู้ถือ XRP ซื้อ Ruvi คืออะไร? ธนาคารยอมรับ XRP Ledger และระบบ Mastercard แต่ค่าธรรมเนียการชำระเงินจะไปยังผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ผู้ถือ XRP Ruvi จะจ่ายเงินให้ผู้มีส่วนร่วมด้วย $RUVI สำหรับมูลค่าการฝึกฝนของผู้ใช้ และทำลายอุปสงค์ผ่านการซื้อคืนบนเชนที่เชื่อมโยงกับรายได้จริงของแพลตฟอร์ม  Ruvi ดีกว่า XRP หรือไม่? Ruvi มีโมเดล AI มากกว่า 20 โมเดลที่ใช้งานจริง ผู้ถือมากกว่า 3,000 คน อุปสงค์ที่คงที่ 5 พันล้านโทเค็น และราคาระดับ 3 ที่ 0.020 ดอลลาร์ สำหรับการขายโทเค็น 1.5 พันล้านโทเค็น  ลิงก์ที่มีประโยชน์ เว็บไซต์/ซื้อ $RUVI: Ruvi.io Whitepaper: Docs X/Twitter: @RuviAiOfficial Telegram: @Ruviofficialบทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ 

อ่านเพิ่มเติม