เมื่อตลาดทำนายเริ่ม “เท” Bitcoin: สัญญาณเตือนภัยหรือแค่จังหวะพักหายใจของนักลงทุน?

(SeaPRwire) –

ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่กับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมานาน ผมมองว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบน Kalshi และ Polymarket ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขความน่าจะเป็น แต่มันคือ “เสียงสะท้อนของความกลัว” ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากความเชื่อมั่นแบบสุดโต่งไปสู่ความระมัดระวังเชิงกลยุทธ์ คุณธนากร วิริยะกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์สินทรัพย์ดิจิทัลให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า “ตลาดกำลังเผชิญกับภาวะ ‘Opportunity Cost Shock’ อย่างรุนแรง เมื่อหุ้นกลุ่ม AI กลายเป็นหลุมหลบภัยที่ให้ผลตอบแทนเร้าใจกว่า Bitcoin ในขณะที่นักลงทุนสถาบันเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะ ‘Digital Gold’ ของ BTC เมื่อเทียบกับทองคำจริงๆ ที่ทำผลงานได้โดดเด่นกว่าในช่วงปีที่ผ่านมา การที่นักลงทุนเลือกถือ Stablecoin แทนที่จะเทขายทิ้งทั้งหมด สะท้อนว่าพวกเขายังไม่ถอดใจ แต่กำลังรอจังหวะที่ ‘ถูกที่ถูกเวลา’ มากกว่าการไล่ราคาในภาวะที่ตลาดไร้ทิศทางชัดเจนแบบนี้”

หากเจาะลึกข้อมูลจากฝั่ง Prediction Markets จะพบความเคลื่อนไหวที่น่ากังวลไม่น้อย โดยเฉพาะบน Kalshi ที่ผู้เล่นให้โอกาสถึง 66% ว่า Bitcoin จะหลุดระดับ 55,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ และมีโอกาสถึง 50% ที่จะเห็นราคาต่ำกว่า 50,000 ดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขบน Polymarket ก็ไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ ความเชื่อมั่นที่ถดถอยนี้สอดคล้องกับกระแสเงินทุนที่ไหลออกจาก US-listed Bitcoin ETFs อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคมที่มียอดถอนสูงถึง 2.4 พันล้านดอลลาร์ และยังคงไหลออกต่อเนื่องในช่วงต้นเดือนมิถุนายน

ในขณะที่ Bitcoin กำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านราคา ทองคำกลับกลายเป็นสินทรัพย์ที่ดูมีเสน่ห์มากกว่าในสายตานักลงทุน โดยข้อมูลจาก Polymarket ระบุว่าโอกาสที่ Bitcoin จะทำผลงานได้เหนือกว่าทองคำในปี 2026 เหลือเพียง 30% เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตอกย้ำว่านักลงทุนกำลังปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่สูงเกินไปของคริปโตเคอร์เรนซี

อย่างไรก็ตาม การที่สัดส่วนการถือครอง USDT และ USDC เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ราคา Bitcoin แกว่งตัวแถว 66,000 ดอลลาร์ เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเม็ดเงินไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังเปลี่ยนสถานะเป็น “กระสุนสำรอง” เพื่อรอจังหวะเข้าทำกำไรใหม่ การเปรียบเทียบผลตอบแทนของ Bitcoin กับหุ้นกลุ่ม AI ตามรายงานของ K33 Research กลายเป็นประเด็นหลักที่นักลงทุนยุคใหม่ให้ความสำคัญ เพราะในโลกที่อัตราดอกเบี้ยยังคงเป็นปัจจัยกดดัน การถือครองสินทรัพย์ที่ไม่มีกระแสเงินสดอย่าง Bitcoin จึงถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่ามากขึ้น

ในระยะยาว แม้ตลาดจะดูซบเซา แต่การที่นักลงทุนยังคงเลือกถือ Stablecoin แทนการถอนเงินออกจากระบบนิเวศคริปโตทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงมีอยู่ เพียงแต่รอปัจจัยกระตุ้นใหม่ๆ ที่จะเปลี่ยนทิศทางของตลาดได้อีกครั้ง การจับตาดูความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับตลาดหุ้นสหรัฐฯ และการไหลเข้าออกของเงินใน ETFs จะเป็นกุญแจสำคัญที่บอกเราว่า “ฤดูหนาว” ของคริปโตจะยาวนานแค่ไหน หรือนี่จะเป็นเพียงการปรับฐานครั้งใหญ่ก่อนการเติบโตในรอบถัดไป

บทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน

SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ