เขตแดนแห่งความไร้เหตุผล: เมื่อเวิร์ลด์คัพตกเป็นเหยื่อนโยบายการห้ามเดินทางของสหรัฐฯ

(SeaPRwire) – By: Julian Holbrooke
การปฏิเสธเข้าเมืองของผู้ตัดสินชาวโซมาลีเป็นเพียงละครเชิงสถาบันที่ไร้เหตุผล การอ้างเรื่องความกังวลด้านความปลอดภัยเป็นเกราะป้องกันสำหรับความเขลาของระบบ ไม่ใช่เรื่องของการตรวจสอบ แต่เป็นการแสดงอำนาจที่ไร้ความปรานี โอมาร์ อาร์ตัน ถูกปฏิเสธไม่ใช่เพราะเขาเป็นภัยคุกคาม แต่เพราะเขาเป็นหมากเล็กๆ ในเกมการเมืองระหว่างประเทศที่กำลังดำเนินอยู่ นี่คือความผิดพลาดร้ายแรงที่ทำลายภาพลักษณ์ของเจ้าภาพเวิร์ลด์คัพ
กรมศุลกากรและความปลอดภัยชายแดนสหรัฐฯ ยืนยันว่าผู้ตัดสินเดินทางมาถึงไมอามีเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน แต่ถูกสกัดกั้นเนื่องจาก “ข้อกังวลในการตรวจสอบ” พวกเขาอ้างว่าการตัดสินเข้าเมืองขึ้นอยู่กับข้อมูลความปลอดภัยในขณะนั้น ฟีฟ่ายอมรับว่าอาร์ตันจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้และรัฐบาลเจ้าภาพมีอำนาจสูงสุดในการอนุมัติวีซ่า แม้จะมีข้อยกเว้นสำหรับนักกีฬา แต่ข้อความทางการก็ยังดูแข็งกระด้างและขาดความยืดหยุ่น ผู้ตัดสินคนนี้มีวีซ่าถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับกลายเป็นบุคคลที่ “ไม่มีคุณสมบัติ”
ความจริงที่แฝงอยู่คือนโยบายการห้ามเดินทางของรัฐบาลทรัมป์ที่ครอบคลุม 39 ประเทศ โซมาเลียเป็นเป้าหมาย แม้จะมีวีซ่าที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ระบบก็ยังหาเหตุผลปฏิเสธ ทีมชาติอิหร่านต้องย้ายฐานทัพไปเม็กซิโกเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเดียวกัน ส่วนคณะผู้แทนอิรักถูกคุมตัวหลายชั่วโมงที่สนามบินชิคาโก นี่คือการใช้มาตรการความปลอดภัยเป็นเครื่องมือคัดกรองตามอำเภอใจ ไม่ใช่การปกป้องชาติ แต่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่ชัดเจน
เข็มทิศทางการเมืองระหว่างประเทศกำลังเอนเอียไปทางฝั่งโดดเดี่ยว การใช้เกมกีฬาเป็นเวทีแสดงความเข้มแข็งของพรมแดนจะทำให้เจ้าภาพเสียความน่าเชื่อถือในระยะยาว อนาคตของการจัดงานระดับโลกจะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงนี้เป็นหลัก สหรัฐฯ กำลังสร้างกำแพงที่ไม่มีประโยชน์ต่อใครเลย
Author bio: Julian Holbrooke, an overseas international relations analyst who frequently contributes to major European daily newspapers